ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน [ Login สมัครสมาชิกบอร์ดคลิกที่นี่ ]
 

รวมภาพกำแพงเมืองจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

หน้ารวมทุกกระดานข่าว -> ท่องเที่ยวต่างประเทศ ศูนย์รวม Backpacker ชาวไทย ที่รักการท่องโลกกว้าง
ความเห็นทั้งหมด: 14
กำลังแสดงหน้าที่ 1 / 1 หน้า
9 7 [ 1 ] 8 :
ผู้โพสต์
ข้อความ
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:17 น.
     


กำแพงเมืองจีน( Great Wall of China ) เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร( 10 ฟุต) มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร( 20-30 ฟุต หนา 15-25 ฟุต)

ได้รับขนานานามว่ากำแพงหมื่นลี้เพราะมีความยาวถึง 14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร( 300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ

เริ่มสร้างระหว่างปี 243-252 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ (จิ๋นซีฮ่องเต้) มีการสร้างต่อเติมอีกหลายครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตเรือนหมื่น อีกทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น จากดวงจันทร์

http://www.palungdham.com


Tell a Friend Print Print Lite Add Favorite Delete
 
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 1 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:26 น.
   


ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวประเทศจีน หากมิได้ย่างกรายไปประทับรอยเท้าบน “ กำแพงเมืองจีน ” หรือ “ กำแพงหมื่นลี้ ” แล้ว ก็ดูเหมือนจะยังอวดไม่ได้เต็มปากว่าได้ไปถึงเมืองจีนแล้ว

เพราะกำแพงยักษ์ที่ว่านี้เขาถือเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาติอันเก่าแก่นี้ ซึ่งผู้คนทั่วไปต่างก็รู้จักมันดีไม่น้อยไปกว่า “ มังกร ” เช่นกัน ด้วยความยาวถึง ๖,๐๐๐ กม. ทอดตัวเรียงยาวประดุจตัวมังกรจากด้านตะวันตกของประเทศไปจรดชายฝั่งทะเลเหลืองทางด้านตะวันออก ทำให้ถูกกล่าวขานว่าเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์เพียงอย่างเดียวที่สามารถมองเห็นได้จากยานอวกาศ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกำแพงเมืองจีนยังทำให้ถูกจัดเข้าเป็น ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่แม้แต่ เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำอันยิ่งใหญ่ของจีน ยังต้องออกมากล่าวใน พ.ศ. ๒๕๒๗ ยอมรับว่ากำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์ของชาติ ทั้งที่ครั้งหนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ของเขาเคยกล่าวหาว่ามันเป็นสิ่งอันพึงรังเกียจที่ขัดแย้งต่ออุดมการณ์พรรค จนถึงกับเคยมีการทำลายกำแพงไปนับร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว

แต่ใครจะรู้บ้างว่าตลอดแนวกำแพงหมื่นลี้อันยิ่งใหญ่ที่ทอดตัวผ่านภูมิประเทศอันหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่อันตราย และทุรกันดารนั้น ในความยาวแต่ละลี้ต้องแลกด้วยชีวิตของผู้คนมากมายเพียงใด !

http://www.thaniyo.com


Back to Top
 
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 2 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:29 น.
   


ว่ากันว่าแนวคิดการสร้างกำแพงขนาดยาวเพื่อป้องกันชายแดนจากการล่วงล้ำของอริราชศัตรูนั้น เริ่มมีครั้งแรกในรัชสมัยของ จิ๋นซีฮ่องเต้ ครับ พระองค์ทรงเป็นจอมจักรพรรดินามอุโฆษผู้รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่น หลังจากที่ทรงทำสงครามรบพุ่งมา ๔-๕ ปี และสามารถพิชิตแคว้นอื่น ๆ อีก ๖ แคว้นลงได้อย่างราบคาบ พร้อมกับสถาปนาพระองค์เองเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ “ จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน ” แล้ว ก็ได้ทรงสร้างเสริมเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศอย่างขนานใหญ่ ไม่ว่าจะในด้านระบบการปกครอง เศรษฐกิจและโดยเฉพาะด้านการทหาร ซึ่งผลงานในด้านนี้ที่โดดเด่นประการหนึ่งก็คือการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันการก่อกวนจากพวกอนารยชนทางภาคเหนือคือพวกซ่วงหนู่นั่นเอง พระองค์ได้ส่งขุนพลนำทัพจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน ไปขับไล่พวกเร่ร่อนเหล่านั้นออกไปนอกเขตแดน จากนั้นทรงให้สร้างกำแพงยาวตลอดแนวชายแดนทางเหนือขึ้นนับแต่ปี พ.ศ. ๓๒๙ เพื่อใช้เป็นระบบป้องกันอย่างถาวร ซึ่งกำแพงที่สร้างในยุคนี้ส่วนหนึ่งเป็นการสร้างเชื่อมต่อกับแนวกำแพงเดิมที่อดีตแคว้นต่าง ๆ สมัยที่ยังไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิ๋นซีฮ่องเต้เคยสร้างไว้เพื่อใช้เป็นปราการป้องกันแว่นแคว้นของตนนั่นเอง

แม้รัชกาลของจิ๋นซีจะไม่ยืนนานนัก กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงประชวรและเสด็จสวรรคต หลังจากที่งานสร้างกำแพงได้ดำเนินไปเพียง ๔ ปีก็ตาม แต่นโยบายการสร้างกำแพงเพื่อป้องกันราชอาณาจักรดังกล่าวก็ได้รับการสืบทอดและสานต่อจากราชวงศ์ต่อ ๆ มา โดยราชวงศ์ที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างเสริมแนวกำแพงหมื่นลี้นี้ได้แก่ราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. ๓๔๑-๗๖๓) ราชวงศ์สุย(พ.ศ. ๑๑๓๒-๑๑๖๑) และ ราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๒-๒๑๘๗) โดยเฉพาะในส่วนของราชวงศ์หมิงนั้นถูกกล่าวขานว่าเป็น “ ยุคทองของการสร้างกำแพง ” เลยก็ว่าได้ ทั้งที่เป็นการสร้างเสริมหรือสร้างซ่อมแนวกำแพงเดิมที่เคยมีมาแต่ครั้งราชวงศ์ก่อน ซึ่งโดยมากจะชำรุดพังทลายไปมากแล้ว ตลอดจนการสร้างเพิ่มเติมทั้งด้านตะวันตก ด้านเหนือ และด้านตะวันออกไปจนจรดชายฝั่งทะเลเหลืองเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในช่วงราชวงศ์หมิงนั้นจีนต้องรบพุ่งขับเคี่ยวกับพวกอนารยชนที่เข้มแข็งน่าเกรงขามยิ่งกว่าพวกซ่วงหนู นั่นคือ “ มองโกล ” นั่นเอง ยิ่งในช่วงกลางและปลายราชวงศ์ แสนยานุภาพทางการทหารของ “ หมิง ” ได้ลดลงเป็นลำดับ จากเดิมที่เคยกำราบพวกมองโกลอย่างได้ผลโดยทัพจีนเคยยกรุกไล่ทหารมองโกลไปจน เกือบถึงคาราโครัมอันเป็นนครหลวงของพวกนั้นในช่วงระยะต้นยุคหมิง แต่แล้วจากสภาพการณ์อันไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในชาติ ความไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบายการทหารของจีนประกอบกับการไม่ใส่ใจด้านการทหารต่อพวกอนารยชนทางเหนือ ทำให้จีนต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำถึงขนาดทัพมองโกลได้รุกเข้าตีประชิดกำแพงเมืองปักกิ่ง

http://www.palungdham.com


Back to Top
 
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 3 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:32 น.
   


อันโครงการก่อสร้างขนาดมโหฬารเช่นนี้ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องใช้เงินทองและทรัพยากรตลอดจนแรงงานจำนวนมหาศาล จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบ ว่ากันว่าเฉพาะการก่อสร้างกำแพงยุคแรกๆ คือในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ซึ่งมีระยะเวลาไม่ถึง ๑๐ ปี นั้น มีชาวบ้านถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงรวมทั้งงานก่อสร้างอื่นๆ (เช่นพระราชวัง สุสาน ถนน) รวมเป็นจำนวนประมาณถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน จากจำนวนประชากรที่มีในยุคนั้นเพียง ๒๐ ล้านคน

แค่ในส่วนของโครงการสร้างกำแพงก็คาดว่าอาจต้องใช้คนถึง ๔๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งผู้ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานในสมัยก่อนนั้น โดยมากมักไม่ค่อยมีโอกาสได้รอดชีวิตกลับบ้านหรอกครับ เพราะงานก่อสร้างในยุคนั้นเป็นงานที่ยากลำบากเหลือเข็ญ ไม่มีเครื่องทุ่นแรงใดๆ ที่จะใช้อำนวยความสะดวกสบายเหมือนดังเช่นปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นงานก่อสร้างในสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขา หุบเขาสลับซับซ้อนแสนจะอันตราย ตลอดจนพื้นที่กึ่งทะเลทรายอันทุรกันดาร ไม่แต่เท่านั้น คนงานยังต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเหน็บจนเข้ากระดูก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอีกด้วย จากเนื้องานอันมหาศาลที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายหินและดินมากกว่า ๑.๓ พันล้านคิวบิกเมตร ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะต้องมีคนงานจำนวนมากที่เสียชีวิตลงในระหว่างการทำงาน โดยศพของพวกเขาส่วนหนึ่งก็คงถูกโยนทิ้งทับถมกันอยู่ใต้ฐานรากของกำแพงนั่นเอง

http://www.thaniyo.net


Back to Top
 
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 4 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:37 น.
   


สภาพความทุกข์ร้อนของประชาชนได้ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นในรูปของตำนานและเรื่องเล่าต่างๆ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นที่เลื่องชื่ออย่างยิ่งคือเรื่องของนางเหมิ่ง เจียงหนี่ ที่สามีของหล่อนเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงด้วย ครั้นพอใกล้ฤดูหนาว ด้วยความเป็นห่วงสามีเกรงจะต้องทรมานกับอากาศหนาว นางจึงออกเดินทางไปตามหาสามีเพื่อจะนำเสื้อกันหนาวไปให้ แต่ต่อมานางก็ทราบว่าสามีได้ตายจากไปเสียแล้ว เพราะต้องตรากตรำทำงานหนัก โดยศพถูกฝังอยู่ใต้กำแพงนั้นเอง ด้วยความอาลัยรักในสามีเป็นที่ยิ่งนางเฝ้าแต่ร้องไห้อยู่ที่เชิงกำแพงนั้นหลายวัน จนถึงกับทำให้กำแพงพังทลายลงมา และหล่อนสามารถนำศพสามีไปฝังให้ถูกต้องตามธรรมเนียม จากนั้นนางก็กระโจนน้ำตายตามสามีไป ความสัตย์ซื่อต่อสามีของเหมิ่ง เจียงหนี่ ทำให้นางได้รับการยกย่องนับถือจากผู้คนรุ่นต่อมาจนถึงกับมีการสร้างศาลบูชาไว้ที่ด่านซานไห่ก้วนใกล้กำแพงเมืองจีน และศาลเจ้าเหมิ่ง เจียงหนี่ก็ยังคงเป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนตราบจนปัจจุบัน

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการยกตัวอย่างงานก่อสร้างกำแพงในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้เท่านั้น แต่หากจะคิดคำนวณชีวิตผู้คนที่ต้องสูญเสียไปตลอดระยะเวลาที่มีการสร้างกำแพงซึ่งต่อเนื่องกันมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปี คือนับแต่ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้จนถึงยุคหมิงแล้ว ก็น่าเชื่อได้ว่าจะต้องมีหลายล้านคนทีเดียว ยิ่งการก่อสร้างในยุคหมิงมีการพัฒนารูปแบบโดยใช้หินและอิฐประกอบก็ยิ่งทำให้งานก่อสร้างยากลำบากมากขึ้น มีนักวิชาการได้เปรียบเทียบไว้ว่าเนื้องานก่อสร้างที่เคยทำเสร็จด้วยคนงานเพียงคนเดียวในการก่อสร้างกำแพงยุคแรก ๆ นั้นจะต้องใช้คนงานเพิ่มเป็น ๑๐๐ คนเลยทีเดียว สำหรับกำแพงหินที่ทำกันในยุคหมิง จึงเชื่อกันว่าการก่อสร้างกำแพงในยุคหมิง จึงเชื่อกันว่าการก่อสร้างกำแพงในยุคหมิงโดยเฉพาะช่วงกลางราชวงศ์เป็นต้นมา จะต้องมีการเกณฑ์แรงงานมากกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว

การบังคับเกณฑ์ผู้คนไปทำงานหนักดังกล่าวนี่แหละ ได้กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อความไม่พอใจและการต่อต้านทั้งจากประชาชนและจากพวกทหาร จนทำให้เกิดการกบฏขึ้นเป็นระยะ ดังเช่นยุคจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นภายหลังจากที่พระองค์สวรรคตแล้ว พระโอรสของพระองค์ซึ่งครองราชย์สืบต่อมา สามารถอยู่ในราชบัลลังก์ได้ไม่ถึง ๔ ปี ก็ถูกพวกชาวนารวมตัวกันโค่นล้มราชบัลลังก์แล้วสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นปกครองแทน ในช่วงราชวงศ์หมิงเองก็ปรากฏมีการแข็งข้อของหน่วยทหารชายแดนที่ถูกสั่งให้ก่อสร้างกำแพงและระบบป้องกันชายแดนจนต้องมีการปราบปรามกัน ดังเช่น เหตุการณ์กบฏที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๖๗ และ ๒๐๗๖ ดังนั้น ถ้าเราจะคำนวณจำนวนผู้คนที่ต้องหลั่งเลือดสละชีวิตทั้งจากงานก่อสร้างกำแพงและจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยแล้ว ก็คงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะคำนวณให้ถูกต้องหรือแม้เพียงใกล้เคียงว่าจะมีจำนวนมากมายเพียงใด จึงมีผู้กล่าวเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า

“ อิฐหินแต่ละก้อนบนกำแพงเมืองจีน เปรียบเสมือนชีวิตชาวจีนหนึ่งคน ” เลยทีเดียว

คราวนี้ เราลองมาดูด้านงบประมาณกันบ้าง เพราะนอกจากจะต้องใช้แรงงานจำนวนมหาศาลแล้ว การก่อสร้างกำแพงขนาดยักษ์เช่นนี้ย่อมต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งที่มาของเงินโดยมากก็มักรีดไถเอาจากประชาชนตามระเบียบ ดังเช่นยุคจิ๋นซี พวกชาวนาต้องถูกเรียกเก็บภาษีเป็นผลผลิตถึง ๒ ใน ๓ ส่วนของที่ปลูกได้ เพื่อสนับสนุนโปรเจ็คท์ก่อสร้างมากมายในยุคนั้น ส่วนในช่วงยุคหมิง โครงการปรับปรุงระบบป้องกันชายแดนที่ฉีโจว และฉางโจวในช่วงปี พ.ศ.๒๑๑๙ มีค่าใช้จ่ายในการสร้างกำแพงเป็นเงินถึง ๓,๓๒๗,๔๘๐ ออนซ์ (สมัยนั้นใช้แร่เงินผลิตเป็นเงินตรา) และยังมีค่าใช้จ่ายในการสร้างหอคอยตลอดแนวกำแพงอีก ๓,๓๓๒,๖๑๕ ออนซ์ ซึ่งค่าใช้จ่ายมหาศาลเหล่านี้ก็คงไม่พ้นภาระของอาณาประชาราษฎร์ตาดำ ๆ อีกเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าความสำเร็จในการสร้างกำแพงเมืองจีนเกิดจากประชาชนผู้ถูกเกณฑ์ทั้งแรงและถูกไถทั้งเงินก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะทุ่มเททั้งชีวิตและทุนรอนมากมายเพื่อสร้างกำแพงอันเกรียงไกรที่สุดในโลกด้วยหวังจะปลอดจากภัยคุกคามจากเหล่าอริชนป่าเถื่อนทั้งหลาย แต่การณ์กลับเป็นที่น่าขันยิ่ง ด้วยปรากฏว่าในปี ๒๑๘๗ นั้นเอง พวกแมนจูซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนืออีกกลุ่มหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายยุคหมิงสามารถนำกองทัพบุกเข้ายึดกรุงปักกิ่งได้อย่างง่ายดาย ด้วยความช่วยเหลือจากคนจีนขายชาติเพียงไม่กี่คน ซ้ำร้ายยังปกครองจีนอยู่ได้นานถึงเกือบ ๓๐๐ ปี นับเป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างระบบป้องกันชาติไม่ว่าจะวิเศษเลิศเลอเพียงใดนั้น จะไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย หากไม่สร้างคนให้รักชาติควบคู่ไปด้วย และการจะสร้างความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้นได้นั้น ผู้ปกครองจำต้องประกอบด้วยทศพิธราชธรรมในการครองเมือง เพราะหากเฝ้าแต่กดขี่ข่มเหง รีดนาทาเร้นกับประชาชนแล้วจะให้พวกเขารักชาติรักผู้ปกครองได้อย่างไร

http://www.geocities.com/thaniyo


Back to Top
 
ลี้คิมฮวง
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 136
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 5 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 12:53 น.
   


 สำหรับวัตถุประสงค์ของการคัดเลือกสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง ครั้งนี้ เพื่อให้ชาวโลกตระหนักถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์สถานที่สำคัญต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

http://www.thaniyo.com


Back to Top
 
kitkat2
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 11,620
Rank:
ไปให้สุดขอบโลก..ถึงพาตาโกเนียเล้ย

ความคิดเห็นที่ 6 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 15:48 น.
   


Asia นครวัต-ธม บาหลี ปีนัง-คาเมรอน-กัวลา เวียงจัน-วีงเวียง-หลวงพระบาง มาเก๊า-ฮ่องกง เสิ่นเจิ้น  แชงกรีร่า ฮานอย        โฮจิมินห์-มุยเน่-ดาลัท   พม่า     สิงคโปร์-มะละกา   ซีอาน-ลั่วหยาง-ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้    จิ่วจ้ายโกว-เฉิงตู-เฟิ่งหวง    JAPAN    Korea       Egypt   INDIA   

Oceania  New Zealand    Sydney      Melbourne

Europe    Italy-Swiss    Vienna-Krumlov-Prag-Dresden-Berlin    London    Amsterdam    Paris  Barcelona    Nimes&Arles    Avignon & Cannes  Nice, Monaco, Genua,Milan,Como   Swiss-Titlis-Lucern   Lucern-Schaffhausen-Zurich St. Petersberg   Estonia  Finland Sweden Norway  Denmark

North America   Las Vegas  Grand Canyon  San Francisco  Yosemite, Los Angeles

Back to Top
 
Princess
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 5,582
Rank:
ค้นหาตนเองที่..เกียวโต

ความคิดเห็นที่ 7 || โพสต์เมื่อ: 8 ก.ค. 2550 เวลา 19:09 น.
   

ขอบคุณสำหรับข้อมูล

***แก้ไขล่าสุด: เมื่อ 8 ก.ค. 2550 เวลา 19:10 น. โดย Princess

Back to Top
 
ไ_อ้คล้าว
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 12,263
Rank:
ไปให้สุดขอบโลก..ถึงพาตาโกเนียเล้ย

ความคิดเห็นที่ 8 || โพสต์เมื่อ: 9 ก.ค. 2550 เวลา 10:42 น.
   

ขอบคุณครับ


ติดตามการเดินทางของไอ้คล้าวได้ที่
 facebook   ไอ้คล้าวผจญภัย

ผมไม่ได้ทำงานที่ TKT ตั้งแต่ มีค 2553 แล้วนะครับ มีอะไรติดต่อที่ สำนักงานได้เลยครับ
เพราะผมไม่รู้เรื่อง
ตอนนี้ผมอยู่อุบล แวะมาทักทายได้ครับ ผมอยู่แถวๆ ตลาดวารินชำราบ
Back to Top
liverpool_0503@hotmail.com liverpool_0503@hotmail.com
 
^^InTime^^
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 359
Rank:
ไปแวะนอนอาบแดดที่หัวหิน

ความคิดเห็นที่ 9 || โพสต์เมื่อ: 9 ก.ค. 2550 เวลา 11:18 น.
   


อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก...อืม...แต่ขอเก็บไว้ในใจคนเดียวดีกว่า

Back to Top
 
เรืองฤทธิ์
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 10 || โพสต์เมื่อ: 10 ก.ค. 2550 เวลา 07:58 น.
   

เป็นคำโม้นะครับที่ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างเดียวที่เห็นจากดวงจันทร์
เพราะความกว้างเพียงแค่นั้นเมื่อมองจากที่สุดแสนไกลก็จะบางลงจนมองไม่เห็นครับ
ความยาวช่วยให้เห็นชัดขึ้นไม่ได้ครับ
เหมือนมองเส้นผมจากที่ไกลออกไปต่อให้เส้นผมนั้นยาวเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นเช่นกัน

อย่าเชื่ออะไรง่ายๆครับ


Back to Top
 
knattapat
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 126
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 11 || โพสต์เมื่อ: 11 ก.ค. 2550 เวลา 12:04 น.
   

ขอบคุณค่ะ

Back to Top
 
wendy
ระดับสมาชิก:
[ สมาชิกบอร์ด ]
จำนวนโพสต์: 238
Rank:
แวะพักโฮมสเตย์ ชมหิ่งห้อยที่อัมพวา

ความคิดเห็นที่ 12 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ค. 2550 เวลา 13:07 น.
   

ขอบคุณสำหรับข้อมูล


**++ท่องโลก = เรียนรู้++**

http://wendyandbas.bloggang.com

Back to Top
 
plearn
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 13 || โพสต์เมื่อ: 7 ก.ย. 2550 เวลา 15:26 น.
   

ขอบคุณค่ะที่หาข้อมูลมาให้ดีใจจังที่ยังมีคนเก่งมาหางาน

Back to Top
 
Guest_opa_131@hotmail.com
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 14 || โพสต์เมื่อ: 6 ต.ค. 2550 เวลา 21:09 น.
   

น่าเห็นใจกับคนที่ถูกเกณฑ์ไปก่อสร้างสะพานนั้นจัง หนาวก็หนาวเข้ากระดูก ร้อนก็คงจะร้อนจนใหม้ แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจกับแรงงานของคนที่สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างนี้ขึ้นมาได้ และจะเป็นสิ่งที่ชาวโลกคงจะดูถูกไม่ได้ว่าไอ้สิ่งอันนี้นี่แหล่ะที่มันคือน้ำมือมนุษย์....?


Back to Top
 
ความเห็นทั้งหมด: 14
กำลังแสดงหน้าที่ 1 / 1 หน้า
9 7 [ 1 ] 8 :