ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยือน [ Login สมัครสมาชิกบอร์ดคลิกที่นี่ ]
 

เที่ยวไปหลงไป ... ในยุโรป ( -9- หมูน้อยเอ๊ย !! สาวเหลือน้อยเริ่มผจญภัย)

หน้ารวมทุกกระดานข่าว -> ท่องเที่ยวต่างประเทศ ศูนย์รวม Backpacker ชาวไทย ที่รักการท่องโลกกว้าง
ความเห็นทั้งหมด: 24
กำลังแสดงหน้าที่ 1 / 1 หน้า
9 7 [ 1 ] 8 :
ผู้โพสต์
ข้อความ
kosamer
แขกรับเชิญ
เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:13 น.
     


(9) … … สองสาวนั่งรถไฟไปตะลุยเยอรมัน

เช้าวันนี้เราปลุกนาฬิกาไว้ประมาณเจ็ดโมงเช้า ถึงจะได้นอนกันแค่
ไม่กี่ชั่วโมงแต่เราก็สามารถลุกได้อย่างกระฉับกระเฉง อีกคนรีบไปเข้าห้องน้ำ ส่วนอีกคนไปเตรียมเสบียงเพื่อไปทานกันระหว่างทางบนรถไฟ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็พร้อมสำหรับการเดินทาง เมื่อวานตอนเข้าไปในเมือง Amersfoort เราแวะดูเวลารถไฟที่จะไปเมือง Utrecht เอาไว้แล้ว วันนี้เราเลยตั้งใจจะออกจากเมือง Hoovelaken ด้วยรถบัสเที่ยวแรกซึ่งจะมาถึงป้ายที่หน้าบ้านตอนประมาณเกือบแปดโมง พอจวนเวลาเราก็แบกเป้ขึ้นหลังดูทะมัดทะแมงดีนะ (ถึงจะดูกลม ๆ ไปนิดหนึ่ง !! ) พี่วรรณตามมาส่งเราที่ป้ายรถเมล์พร้อมอวยพรให้เราเที่ยวกันให้สนุก และกำชับว่าถ้ามีโอกาสอย่าลืมส่งข่าวให้ทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย น้อง ๆ ทางนี้จะได้ไม่ห่วงยังไงละค่ะ

ไม่อยากบอกเลยว่าวันนี้เป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เริ่มเดินทางใน
ทริปนี้ ก็วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะออกไปผจญภัยในโลกกว้างกันตามลำพังสองคน ไปในที่ ๆ ไม่เคยไปมาก่อน เพิ่งรู้จักกันหมาด ๆ ทาง
อินเทอร์เนต ผู้คนของเขาก็ไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเรา โดยเฉพาะคนเยอรมันซึ่งเราทราบมาว่าเขาไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษกันซักเท่าไร แต่ก็ช่วยไม่ได้อยากไปเที่ยวประเทศเขาเองนี่ ถ้ามัวรอให้หัดพูดภาษาเยอรมันให้ได้ก่อนชาตินี้คงไปเที่ยวไม่ทันแล้ว … … สูดหายใจลึก ๆ ไหน ๆ งานนี้เราก็เตรียมตัวมาอย่างดี แล้วอีกอย่างลูกทัวร์ของเรา
(ก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละค่ะ) ได้มอบความไว้วางใจให้เราเป็นผู้นำทัวร์แล้ว ยังไงก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ เอาน่า !! ยังไงคงพอหาทางกลับมาเนเธอร์แลนด์ได้แน่นอน ไม่ต้องกลัวนะพี่ฉิมนะ (เม๋อด้วย…เริ่มมีการปลอบใจตัวเองบ้างแล้ว)

พอรถบัสไปถึงเมือง Amersfoort เราไปลงรถที่ป้ายสถานีรถไฟ ลงรถได้ก็รีบเข้าไปเช็คตารางรถไฟที่จะไปเมือง Utrecht อีกครั้ง (เมื่อวานก็ดูไปแล้วรอบหนึ่ง) เพื่อความแน่ใจแบบพันเปอร์เซ็นต์ … … นับจากวันนี้เป็นต้นไปการเดินทางส่วนใหญ่ของเราจะไปโดยรถไฟ ซึ่งที่ยุโรปมีเครือข่ายของการขนส่งทางรถไฟที่มีประสิทธิภาพมากและครอบคลุมทั่วทุกประเทศ นักท่องเที่ยวจากต่างแดนอย่างเราที่ต้องการไปนั่งรถไฟเที่ยวในยุโรป สามารถวางแผนการเดินทางเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องเดินทางโดยรถไฟทั้งหมดกี่วัน ผ่านเข้าไปในประเทศไหนบ้างทั้งหมดกี่ประเทศ เมื่อข้อมูลครบถ้วนลงตัวแล้วก็สามารถเลือกซื้อตั๋วได้จากบริษัทดีทส์แฮมที่กรุงเทพ บริษัทนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วรถไฟที่เรียกว่า… ตั๋วยูโรพาส
( EURAILPASS ) โดยตั๋วนี้จะเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามรายละเอียดของการเดินทาง และมีข้อกำหนดในการใช้ตั๋วแตกต่างกันไป

-70-

Tell a Friend Print Print Lite Add Favorite Delete
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 1 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:15 น.
   


สำหรับทริปนี้เราเลือกซื้อตั๋วชนิด EURAIL SELECTPASS SAVER เป็นตั๋วที่ต้องการผู้โดยสารอย่างน้อยสองคนที่เดินทางด้วยกันตลอดเส้นทาง โดยจะได้ส่วนลดค่อนข้างมาก ประหยัดกว่าเดินทางคนเดียวเยอะ… ใช้เดินทางได้แปดวันภายในกำหนดสองเดือนนับแต่วันแรกที่เริ่มใช้ตั๋ว สามารถเดินทางได้สามประเทศคือเยอรมัน ฝรั่งเศส และประเทศในกลุ่มเบเนลักซ์ ซึ่งมีสามประเทศแต่เขาจะนับเป็นหนึ่งคือเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักแซมเบิร์ก
เบ็ดเสร็จสำหรับตั๋วใบนี้เราจ่ายไปคนละประมาณหนึ่งหมื่นหกพันบาท ได้ยินแล้วก็ตกใจว่าทำไมแพงจัง แต่พอไปใช้บริการแล้วถึง
ได้รู้ว่าตั๋วนี้ใช้ขึ้นรถไฟได้เกือบทุกขบวน ขึ้นกี่ครั้งก็ได้และได้สิทธินั่งชั้นหนึ่ง ( First Class ) ด้วย

เนื่องจากวันนี้เราเริ่มเดินทางโดยใช้ตั๋วยูโรพาสเป็นวันแรก เราจึงต้องนำตั๋วไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟสถานีแรกที่เราจะไปขึ้นรถไฟ เขาจะเป็นผู้ประทับตราวันเริ่มต้นเดินทางลงบนหน้าตั๋วให้ นอกจากนี้บนหน้าตั๋วจะมีช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เรียงไว้แปดช่องตามจำนวนวันแปดวันที่สามารถใช้ตั๋วนี้เดินทาง สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือกรอกวันที่ลงไปในช่องสี่เหลี่ยมที่ว่า โดยเรียงวันไปตามลำดับหนึ่งถึงแปด ควรกรอกด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินเพื่อจะได้มองเห็นชัดเจน ที่บอกว่าต้องไม่ลืมเพราะบนรถไฟจะมีนายตรวจตั๋วมาคอยตรวจตั๋วเป็นระยะ ๆ ถ้าเราเริ่มเดินทางในแต่ละวันแล้วแต่ไม่กรอกวันที่ที่เดินทางลงในช่องที่กำหนด เขาจะถือว่าเราตั้งใจจะโกง ประเภทเผื่อฟรุ๊คไม่เจอนายตรวจจะได้ใช้ตั๋วเพิ่มได้อีกวันนะไม่ต้องคิดเลยนะค่ะ เพราะจะไม่คุ้มกับค่าปรับที่เราจะต้องจ่าย

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 2 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:17 น.
   


วันนี้เราต้องไปต่อรถไฟที่เรียกว่า Intercity Express หรือ ICE เป็นรถไฟด่วนที่วิ่งระหว่างประเทศด้วยความเร็วสูง… อย่างเจ้า ICE ที่ว่านี้ ก็จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของรถไฟด่วนที่วิ่งให้บริการอยู่ในประเทศแถบยุโรป ขึ้นไปแล้วเร็วไม่เร็วยังไงจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไปนะค่ะ ส่วนใหญ่รถไฟ ICE จะจอดเฉพาะสถานีเมืองใหญ่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องขึ้นรถไฟระหว่างเมืองจาก Amersfoort ไปที่เมือง Utrecht ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่เกือบถึงชายแดนประเทศเยอรมัน ทุกอย่างเป็นไปตามตารางเวลาที่บอกไว้ และที่สำคัญวันนี้กะเหรี่ยงที่เรียนรู้เร็วอย่างพวกเราไม่ต้องทนนั่งสูดควันบุหรี่อีกแล้ว เรียกว่าพอเจอขบวนที่เราจะโดยสาร พอเห็นตู้ที่นั่งชั้นหนึ่ง เราจะรีบกวาดสายตาหาป้ายเขตห้ามสูบบุหรี่ด้วย ถ้าเป็นตู้ที่สูบบุหรี่เราจะเดินผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกันได้อีก ...

-71-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 3 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:19 น.
   

ช่วงที่เราออกเดินทางยังเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จึงมีผู้คนเดินทางกันค่อนข้างหนาตา นักเดินทางอย่างเราก็มีลากกระเป๋าและแบกเป้เดินผ่านไปมาอยู่บ้าง รถไฟออกตรงตามเวลา ระหว่างทางเรากวาดสายตามองผู้คนที่อยู่รอบข้างไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่พวกที่เดินทางโดยชั้นหนึ่งจะเป็นพวกทำงานแล้วและคงเป็นนักธุรกิจ ประเภทขึ้นรถแล้วไม่ยอมปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ บ้างก็หยิบเอกสารหรือหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน หรือบางคนก็หิ้วคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมาด้วย พอได้ที่นั่งก็ลงมือทำงาน (บนรถเขามีโต๊ะแบบพับได้ไว้บริการด้วย) มีบางคนหยิบอาหารเช้าที่เตรียมมาออกมานั่งทานเงียบ ๆ ดูแล้วแต่ละคนต่างก็มีกิจกรรมส่วนตัวกันทั้งนั้น

มัวแต่มองคนโน้นทีคนนี้ที เผลอแป๊บเดียวเวลาผ่านไปยี่สิบนาทีรถไฟวิ่งเข้าเทียบชานชาลาสถานี Utrecht … … ที่สถานีนี้ดูคึกคักมากกว่าเมืองที่เราเพิ่งจากมาคงจะเป็นเพราะเมืองนี้มีขนาดใหญ่กว่า สองสาวตัวกลมเลยต้องเดินแบกเป้หลบผู้คนไปตลอดทาง หลังจากเช็คตารางรถไฟเรียบร้อย เรารีบเดินไปยังชานชาลาที่ระบุไว้ แต่เนื่องจากเรายังไม่ค่อยคุ้นกับภาษาดัตช์ที่เขามีกำกับไว้ที่ป้ายข้างชานชาลา ดังนั้นเพื่อความแน่ใจก็ต้องถามคนท้องถิ่นอีกสักครั้งว่าเรารอรถถูกที่ถูกขบวนมั้ย …… เราจะพยายามใช้บริการ (สอบถาม) จากเด็กวัยรุ่นหญิงซึ่งมองดูแล้วน่าจะยังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาอยู่ ไม่ได้ดูจากการแต่งเครื่องแบบเหมือนบ้านเราหรอกนะค่ะ เพราะบ้านเขาไม่ต้องใส่เครื่องแบบ ส่วนใหญ่ก็นุ่งกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อไหมพรมแขนยาวคอเต่า มีเสื้อโค้ชตัวยาวคลุมยาวเลยหัวเข่าอยู่ชั้นนอกสุด แต่ที่แตกต่างจากคนอื่นพอจะเดาได้ก็ตรงที่ถือหนังสือกันคนละหลายเล่มนี่แหละ

ทั้ง ๆ ที่ทราบมาก่อนว่าชาวดัตช์ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษกันได้ และเต็มใจที่จะช่วยนักท่องเที่ยว แต่เราก็ไม่ค่อยกล้าถามคนมีอายุ ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวเขาฟังภาษาอังกฤษแบบเรา ๆ ไม่ออก ก็เลยเลือกถามเด็ก ๆ ดีกว่า และก็ไม่ผิดหวัง หลังจากพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยคก็ทราบว่าเรามายืนรอถูกจุดแล้ว และอีกไม่นานรถไฟจะเข้ามาจอดที่ชานชาลานี้ ระหว่างที่เขาพูดกับเราถึงได้สังเกตเห็นว่าเด็กสาวชาวดัตช์พวกนี้เขาหน้าตาสะสวย ตาโต ขนตายาวงอน ผิวพรรณดูขาวเป็นสีชมพู สงสัยจะเป็นเพราะอากาศเย็น เออแน่ะ !! มัวแต่มองหน้าเขาจนเกือบลืมกล่าวคำขอบคุณเลยนะเนี่ยะ

-72-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 4 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:26 น.
   


เรายืนรอกันอีกไม่นานก็ถึงเวลา ปรากฏว่ายังไม่มีรถไฟขบวนใดวิ่งเข้ามาจอด เงยหน้าขึ้นอ่านป้ายกำกับชานชาลา ก็เห็นว่ามีข้อความเปลี่ยนไป แต่เนื่องจากอ่านไม่ออกเดาแล้วก็ยังไม่แน่ใจ ลองถามผู้คนแถวนั้นเขาก็บอกว่ารถเสียเวลาไม่แน่ใจว่าจะต้องรอกันอีกนานมั้ย เรายืนรออยู่แถวนั้นอีกครู่ใหญ่ แล้วจึงตัดสินใจเดินกลับเข้าไปที่ในสถานี
หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่แล้วจึงได้ความว่า มีอุบัติเหตุนิดหน่อยจึงทำให้รถไฟขบวนนี้ไม่สามารถวิ่งมารับผู้โดยสารที่สถานีนี้ได้ต้องนั่งรถไฟกลับไปที่เมือง Amersfoort แหม !! ถ้ารู้เร็วกว่านี้หน่อยก็ดีเนาะจะได้ไม่เสียเวลาย้อนกลับไปกลับมา เริ่มรู้สึกว่าท่าทางวันนี้ฤกษ์จะไม่ดีเลยแฮะ ยังไปไม่ถึงไหน ... เริ่มเจออุปสรรคแล้ว แต่ไม่เป็นไรเรามีตั๋วยูโรพาส จะใช้วันละกี่เที่ยวก็ได้ เริ่มเห็นข้อดีของเจ้าตั๋วราคาแพงนี้แล้วใช่มั้ยล่ะ และที่สำคัญไม่ต้องไปยืนเข้าคิวซื้อตั๋วให้เมื่อย สะดวกมาก ๆ เลย

วันนี้เราจะเดินทางไปเยอรมันมีเป้าหมายว่าจะไปพักที่เมือง Frankfurt เราจองที่พักบ้านเยาวชน (Youth Hostel) ไว้จากกรุงเทพแล้วสองคืน ... ... ขอเวลานอกสักครู่ ขอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบ้านพักเยาวชนและการสมัครเป็นสมาชิกสักนิดหนึ่ง ใครที่สนใจจะเที่ยวแบกเป้อย่างเราต้องไปสมัครเป็นสมาชิกของบ้านเยาวชนก่อน เป็นแบบรายปี ๆ ละ 250 บาท โดยไปติดต่อได้ที่ถนนพิษณุโลกแถวเทเวศร์เป็นตึกสามถึงสี่ชั้นมีป้ายบอกไว้ชัดเจน คือถ้าใครชอบที่จะเดินทางเที่ยวแบบแบกเป้ตะลุยไปเรื่อย ๆ (ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเยาวชนค่ะ… อายุเกินวัยเยาว์แล้วเขาก็ยังรับ) ที่พักบ้านเยาวชนจะมีกระจายอยู่ตามทวีปต่าง ๆ และมักจะอยู่ในเมืองหรือใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญคือค่าบริการสำหรับห้องพักจะย่อมเยากว่าไปพักตามโรงแรมมาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อีกมาก

ย้อนกลับมาเดินทางกันต่อ หลังจากที่เราขึ้นรถไฟ ICE ขบวนที่จะวิ่งไปเยอรมันกันเรียบร้อยแล้ว พอได้ที่นั่งก็ต้องถอดเสื้อหนาวออกบ้างเพราะในรถเขาเปิดฮีทเตอร์ไว้ค่อนข้างอุ่นสบาย หลังจากนั้นสองสาวก็เริ่มสำรวจที่นั่ง (ชั้นหนึ่งค่ะ…) เก้าอี้กว้างนั่งสบาย บางโบกี้จัดที่นั่งไว้เป็นห้อง แต่ละห้องนั่งได้ 4 – 6 คน จัดเก้าอี้เป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากัน บางช่วงเป็นที่นั่งรวม ฝั่งซ้ายมีเก้าอี้สองตัว ฝั่งขวามีหนึ่งตัว หันหน้าไปทางเดียวกันเรียงกันไปห้าถึงหกแถว ช่องว่างระหว่างแถวกว้างขวางเหยียดขากันได้ตามสบาย ปรับเอนได้ แถมมีโต๊ะพับพร้อมถังขยะไว้บริการในแต่ละที่นั่งด้วย เราเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ที่ยังไม่มีใครนั่ง

พอได้ที่นั่งเรียบร้อยเรารู้สึกหิว ก็ตอนนี้ปาเข้าไปสิบโมงกว่าแล้ว พี่ฉิมเลยหยิบขนมปังมาแจกคนละก้อน ถึงจะเป็นขนมปังที่เราใส่แฮมเข้าไปเฉย ๆ ก็ยังรู้สึกว่าเป็นมื้อเช้าที่อร่อยมากเลย มัวแต่รีบทานเลยไม่ได้สนใจว่ามีใครแอบนั่งอิจฉาเราอยู่หรือเปล่า

เสร็จจากอาหารเช้าเราผลัดกันไปสำรวจห้องน้ำ ซึ่งเข้าจัดให้มีอยู่ทุกโบกี้ ขนาดห้องกว้างกว่าห้องน้ำบนเครื่องบิน มีชักโครก อ่างล้างมือ (มีทั้งก๊อกน้ำร้อนและน้ำเย็น) พร้อมสบู่เหลวและ

-73-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 5 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:31 น.
   


ทิชชู ที่สำคัญกลิ่นสะอาดใช้ได้และไม่ต้องจ่ายตังค์ค่าใช้บริการเหมือนห้องน้ำสาธารณะทั่วไป

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเราก็เริ่มเพลิดเพลินกับวิวสวยสองข้างทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวไกลสุดตา มีกังหันลมรุ่นใหม่
ตั้งเรียงรายอยู่เป็นระยะ ๆ แต่เมื่อเข้าเขตประเทศเยอรมันวิวสองข้างเริ่มเปลี่ยนไป มีภูเขาและป่าไม้สนเพิ่มเติมเข้ามา เมื่อวิ่งผ่านเมือง บ้านเรือนที่ตั้งอยู่สองข้างทางก็รูปทรงแตกต่างออกไป บ้านของชาวเยอรมันในแถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านรุ่นใหม่ ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูนทาสีขาวหรือสีอ่อน ๆ สูงประมาณสองถึงสามชั้น หลังคาแบนไม่เอียงลาดชันเหมือนบ้านของชาวฮอลแลนด์

มีสิ่งปลูกสร้างหนึ่งที่สะดุดตาพวกเรามากคือ บ้านหลังเล็ก ๆ ขนาดน่าจะไม่เกินสองเมตรคูณสามเมตร สร้างด้วยไม้ไม่ทาสี แต่ละหลังก็จะมีบริเวณรอบบ้านเนื้อที่ราว 20 – 30 ตารางเมตร บางหลังทำเป็นแปลงดอกไม้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแปลงผัก บ้านเหล่านี้ปลูกไว้เรียงรายขนานไปกับรางรถไฟ จะเดาว่าเป็นบ้านของพวกที่มีรายได้น้อยก็ไม่น่าจะใช่ หรืออาจจะเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับคนในเมืองที่ต้องมาหาที่ดินแปลงเล็กแถวชานเมืองไว้ปลูกต้นไม้ ฮึ !! อย่าเดาดีกว่า … แล้วค่อยไปหาคำตอบเอาทีหลัง แต่ว่าบ้านเขาหลังเล็กน่ารักจริง ๆ นะ … ขอย้ำ (เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญแล้วแจ้งว่าเป็นบ้านหลังที่สองของพวกคนในเมือง ที่อยากมีบ้านนอกเมืองไว้ปลูกต้นไม้ จริง ๆ ด้วย ... )

เวลาผ่านไปได้สองชั่วโมงเศษ รถไฟวิ่งเข้าจอดที่สถานี Koeln Hbf เมือง Cologne ถ้าเป็นคนที่อายุสักสามสิบปีขึ้นไปน่าจะคุ้นกับชื่อเมืองนี้ เพราะเป็นแหล่งที่มาของน้ำหอมยี่ห้อ 4711 เราต้องลงที่สถานีนี้เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟอีกขบวนไป Frankfurt สถานีนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโคโลญน์ ซึ่งเป็นอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวจะนิยมมาลงเรือล่องแม่น้ำเพื่อชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำ เผอิญวันนี้เราเสียเวลาในตอนเช้าไปมากแล้ว ก็เลยเลือกไปเดินชม

-74-




Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 6 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:33 น.
   


มหาวิหาร Dome ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟ เรียกว่าพอเดินพ้นหลังคาสถานีรถไฟออกมาก็ถึงบันไดหินที่นำเราขึ้นสู่ลานระเบียงรอบโบสถ์แห่งนี้ ที่เขาเรียกว่ามหาวิหารก็เพราะขนาดของสถาปัตยกรรมนี้ จัดได้ว่าเป็นโบสถ์สไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่มากอีกแห่งหนึ่งในยุโรป เห็นยอดแหลมของหลังคาโบสถ์แล้วทำให้นึกถึงตอนที่เขาสร้างเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ไม่รู้เขามีเครื่องทุนแรงอะไรถึงสามารถทำให้สูงได้ขนาดนี้ ไม่ใช่สักแต่ว่าสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีลวดลายที่สวยงามมาก ๆ อีกด้วย

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 7 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:34 น.
   

ภายในโบสถ์ตกแต่งไว้คล้าย ๆ กับหลายโบสถ์ที่เราแวะเข้าไปชมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระจกสีหรือรูปปั้นของนักบุญต่าง ๆ แต่เราก็ยังชอบที่จะเดินเข้าไปชมฝีมือที่ละเอียดอ่อนของสิ่งปลูกสร้างอายุโบราณเหล่านี้ เห็นมาตั้งหลายโบสถ์แต่ก็ยังรู้สึกทึ่งทุกครั้งโดยเฉพาะเสาเปียโนเจ้าเก่า บางครั้งทำให้นึกไปว่าคนในสมัยก่อนเขาคงมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าพวกเรามาก เพราะดูจากขนาดของสิ่งของแต่ละชิ้นที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาช่างใหญ่โตเสียจริง และไม่ใช่จะมีเฉพาะเราที่ชอบแวะเข้าไปดู พวกนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่ผ่านไปมาก็ขอให้แวะเข้าไปสักครั้ง ไม่ว่าจะเข้าไปเดินเล่นเพียงเพื่อชื่นชมความงามหรือนั่งเงียบ ๆ เพื่อสวดมนต์ภาวนาก็ตาม

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 8 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:36 น.
   


ด้านหลังโบสถ์เป็นถนนช้อปปิ้ง กำลังจะเดินข้ามไป เหลือบตาไปเห็นตำรวจเยอรมันแต่งตัวกันเท่ห์มาก เลยต้องขอแวะเข้าไปขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก พร้อมกับชื่นชมในใจว่า เมืองนี้เขาดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวดีจัง คงเป็นเพราะบริเวณนี้น่าจะถือเป็นจุดหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินกันพลุกพล่าน เลยจัดให้มีตำรวจมาดูแลอย่างเข้มแข็ง แต่ที่ไหนได้พอหันไปรอบ ๆ โบสถ์ทางด้านข้างที่มีลานกว้าง ปรากฏว่ามีฝูงชนมาชุมนุมถือป้าย ประท้วงอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ กะด้วยสายตาคร่าว ๆ คงราว ๆ สองร้อยคน แต่เขาชุมนุมกันอย่างสงบนะ เราถึงได้ถึงบางอ้อ ... ... ว่าทำไมตำรวจถึงเยอะจัง และเนื่องจากหยุดฟังไปก็ไม่เข้าใจเราเลยไปเดินช้อปปิ้งกันดีกว่า

อย่างที่บอกไว้ว่าเมืองนี้เป็นเมืองต้นตำรับของน้ำหอม 4711 ฉะนั้นตามร้านค้าส่วนใหญ่จะวางโชว์น้ำหอมยี่ห้อนี้กันทั้งนั้น เรียกว่าได้เห็นหลากหลายคอลเลคชั่นเลยล่ะ นอกจากนี้ก็มีร้านขายมีดเหล็กอย่างดีตราคนคู่ ซึ่งเป็นมีดที่ผลิตในเยอรมัน หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นมีดที่คมกริบ ใช้งานได้ดีมาก ลองเดินดูราคาที่วางขายกันอยู่ ถูกกว่าที่ห้างในบ้านเราเหมือนกันนะ แต่คงไม่สนุกนักที่จะแบกของมีคมแบบนี้ติดตัวไปอีกหลายวัน เราเลยไม่สนใจที่จะซื้อ ส่วนมีดสวิสซึ่งเป็นมีดสารพัดประโยชน์มีวางขายอยู่หลายขนาดมาก ราคาประมาณพันกว่าบาททั้งนั้น มีน้องที่ทำงานฝากซื้อเหมือนกัน แต่ดูแล้วเลือกไม่ถูกจริง ๆ ว่าจะซื้ออันไหน เลยอดอีก…

-75-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 9 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:38 น.
   


เลยมาอีกหน่อยพี่ฉิมเหลือบตาไปเห็นวังเล็ก ๆ ของพระเจ้าหลุยส์
วิตตอง เลยชวนกันเข้าไปชมภายใน ถึงจะเล็กแต่ก็มีกระเป๋าหลากสไตล์โชว์ไว้เกือบครบทุกรุ่น เผอิญมีน้องฝากพี่ฉิมให้ช่วยซื้อกระเป๋าเงินหนึ่งใบ มีคนฝากซื้อมาอีกที ตอนแรกก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสแวะดูให้ เพราะเราผ่านปารีสมาแล้วโดยไม่มีโอกาสได้เฉียดเข้าไปในร้านเจ้ากระเป๋าแสนแพงนี่เลย แต่เมื่อมาเจอร้านนี้เข้าโดยบังเอิญก็ลองแวะดูกันหน่อย ตกลงได้มาหนึ่งใบซึ่งเป็นแบบที่ใกล้เคียงก็เลยตัดสินใจซื้อมา และเป็นรายการช้อปปิ้งเพียงรายการเดียวที่โคโลญน์

หลังจากนั้นเราเดินกลับไปสถานีรถไฟเพื่อรอขึ้นรถไฟขบวนต่อไป ระหว่างรอเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราเลยจัดการกับมื้อเที่ยงที่ล่วงเลยมาเกือบบ่ายสองโมงแล้ว ไม่ต้องหาที่ทางให้ลำบากนั่งทานกันตรงเก้าอี้ที่เรานั่งรอรถไฟนั่นแหละ บรรยากาศโล่งโปร่งสบายดี ทำให้เรากล้าควักข้าวราดแกงเขียวหวานไก่ใส่ถั่วแขกออกมาทานกัน (เมื่อเช้าไม่กล้าหยิบออกมาทานบนรถไฟ กลัวชาวประชาเขาจะแตกตื่น… ) นับว่าเป็นมื้อกลางวันที่อร่อยม๊าก…ค่ะ

บ่ายนี้เราได้ขึ้นรถไฟตรงตามเวลา รถขบวนนี้ก็หน้าตาแหลมเพรียวเหมือนขบวนที่นั่งมาเมื่อเช้าเป็นรถด่วนวิ่งระหว่างเมืองใหญ่ ไม่แวะจอดตามสถานีเล็ก ดูตามตารางเดินรถไฟที่มีวางไว้ในห้องโดยสารชั้นหนึ่ง เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงกว่าจะถึงสถานีปลายทาง เราได้ที่นั่งริมหน้าต่างเหมือนเดิม พอรถเคลื่อนออกจากสถานีไปได้ไม่นานเราก็แยกย้ายกันไปเฝ้าพระอินทร์ และคงไปนานพอสมควร พอตื่นขึ้นมา…โอ๊ย !!! สวยจังเลย จะอะไรซะอีก ก็ตอนนี้รถไฟกำลังวิ่งเลียบไปตามฝั่งแม่น้ำเดาเอาว่าน่าจะเป็นแม่น้ำไรน์ ผ่านเนินเขาเตี้ย ๆ ที่ปกคลุมไปด้วยเถาองุ่นสีทอง มองดูเหลืองอร่ามไปทั้งเขา นี่ถ้าเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวคงเห็นพวงองุ่นเขียวบ้างม่วงบ้างห้อยระย้าเต็มไปหมดแน่เลย

-76-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 10 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:40 น.
   

นอกจากนี้สองฝากริมฝั่งแม่น้ำก็มีเมืองเล็ก ๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะไปตลอด เผอิญรถไฟมันวิ่งเร็วไปหน่อย จะอ่านป้ายชื่อเมืองก็อ่านไม่ค่อยทัน แฮะ ๆ ๆ ทำเป็นบอกว่าอ่านไม่ทันแต่ที่จริงอ่านไม่ออกต่างหาก…… ก็เล่นเขียนเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย เราก็ได้แต่เดา ๆ เอาว่ามันควรจะอ่านว่าอะไร แล้วลองออกเสียงกันดูสองคน บางชื่อฟังแล้วดูทะ* ๆ พิกล แต่ช่างมันเถอะดีกว่าอยู่เปล่า ๆ
(555... รูปไปก่อนแล้ว)

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 11 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:43 น.
   

กว่าเราจะถึง Frankfurt ก็ห้าโมงกว่าแล้ว แผ่นพับตารางเวลาที่เขามีวางไว้ให้สามารถช่วยเราได้เยอะ เพราะในนั้นจะบอกไว้เลยว่ารถไฟขบวนนี้จะจอดที่สถานีไหนบ้าง มีรายละเอียดเวลารถเข้าและรถออก ถึงจะไม่ใช่ภาษาอังกฤษแต่ดูแล้วพอเข้าใจ ทำให้เรารู้ว่าควรจะเตรียมตัวลงได้หรือยัง พอจวนได้เวลาเราเตรียมใส่เครื่องกันหนาว แล้วแบกเป้ขึ้นบ่าคอยดูป้ายเวลารถไฟเทียบชานชาลาอีกทีว่าใช่สถานีที่เราจะลงแน่นะ … วันนี้เราต้องลงรถไฟที่สถานี Frankfurt ( Main ) Hbf ซึ่งเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผ่านมาทั้งหมดในวันนี้ กว่าเราจะเดินออกมาถึงหน้าสถานีก็ทำเอาเหนื่อยเหมือนกัน ก่อนจะไปต่อเราไม่ลืมแวะดูตารางรถไฟสำหรับพรุ่งนี้ที่เราจะไปลงเรือล่องแม่น้ำไรน์
จากนั้นเราพากันเดินลงบันไดเลื่อนไปที่สถานีรถไฟใต้ดินเพื่อต่อไปยังบ้านพักเยาวชนซึ่งเรามีแผนที่เตรียมไว้แล้ว ในแผนที่จะมีบอกไว้ด้วยว่าจากสถานีรถไฟให้ไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายอะไร ขึ้นไปกี่ป้ายแล้วไปลงที่ป้ายไหน

ตามเมืองใหญ่ของประเทศในแถบยุโรปมักจะมีรถไฟใต้ดินไว้บริการ Frankfurt … เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สำคัญเมืองหนึ่งของเยอรมัน เท่าที่เห็นจากขนาดของสถานีรถไฟและรถไฟใต้ดินโดยเทียบกับหลายเมืองที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าที่นี่กินขาดทั้งในด้านความทันสมัย มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายชนิดที่ทำเผื่อไว้สำหรับคนพิการ อีกทั้งความกว้างขวางใหญ่โต และปริมาณผู้คนที่ผ่านไปมา

สถานีรถไฟใต้ดินตั้งอยู่ใต้ดินลงไปลึกมาก ต้องลงบันไดเลื่อนยาว ๆ ไปสองชั้นถ้าเทียบความสูงก็น่าจะประมาณตึกสี่หรือห้าชั้น มีลิฟต์สำหรับคนพิการที่นั่งรถเข็นด้วย รางรถไฟมีสองราง เราต้องเดาจากป้ายว่าควรจะขึ้นฝั่งไหน ถ้าไม่แน่ใจก็หาใครสักคนเพื่อสอบถาม เรียกว่างานนี้ต้องบริหารปากไปตลอดทาง พอขึ้นรถได้ก็ยืนหลบอยู่ใกล้ ๆ ประตูระวังไม่ให้ไปเกะกะใคร วันนี้คนค่อนข้างเยอะคงเป็นเพราะเรามาถึงเป็นช่วงเวลางานเลิกพอดี แต่ละสถานีที่รถจอดจะมีคนขึ้นลงเยอะมาก ผู้คนส่วนใหญ่คงนิยมที่จะใช้บริการรถสาธารณะพวกนี้มากกว่าการใช้รถส่วนตัว เราลงที่สถานีที่สี่ใช้เวลาวิ่งมาแค่สิบนาที รวดเร็วทันใจจริง ๆ

พอปีนกลับขึ้นมาบนพื้นดินได้ ตามแผนที่บอกว่าต้องเดินผ่านถนนไปอีกสองสาย เพื่อความแน่ใจเราก็เลยหยุดถามสองแหม่มสาวที่เดินสวนมา ได้คำตอบที่ทำให้มั่นใจว่าเราลงรถถูก

-77-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 12 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:47 น.
   

สถานีแล้วไม่หลงแน่ ส่วนที่พักเยาวชนต้องเดินต่อไปอีกราว ๆ
ห้าร้อยเมตร ฟังแล้วก็พอทน ก้มหน้าก้มตาแบกเป้เดินตามแผนที่ไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามที่บอกไว้ในแผนที่ จนกระทั่งมาถึงทางแยกที่มีป้ายที่พักเยาวชนปักไว้ แต่ป้ายมันไม่บอกว่าให้เดินไปตามแยกไหน แยกแรกที่ดูเหมือนว่าจะใช่ พอเดินเข้าไปได้แค่ยี่สิบเมตรก็ต้องหยุดแล้วตัดสินใจเดินย้อนกลับออกมา ก็มันดูมืด ๆ แล้วก็เปลี่ยวไม่เห็นมีใครเดินเข้ามากันเลย ถึงพวกเราจะมีร่างกายเป็นอาวุธคือเห็นแล้วคงไม่มีใครอยากมาทำมิดีมิร้าย แต่เราก็ไม่ควรประมาทใช่มั้ยค่ะ สุดท้ายเราเลยเลือกเดินเลาะไปตามถนนใหญ่ที่สว่าง ๆ ดีกว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนนปิดกันหมดแล้ว มีแต่ร้านอินเทอร์เนตที่ยังเปิดบริการอยู่ ได้แต่เล็งไว้ก่อนเอาไว้หาที่พักเจอแล้วค่อยว่ากัน

เราเดินกันมาจนสุดถนนแล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพานเล็ก ๆ ไปหน่อยก็
เจอป้ายอีกครั้งที่ปากซอยขวามือ พอดีเราเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ มีเด็กวัยรุ่นสามสี่คนกำลังยกกระเป๋าออกจากรถ เดาว่าเขาอาจจะมาพักที่เดียวกับเรา ลองเข้าไปถามดูดีกว่า โชคดีจังที่เขารู้จักและช่วยพาเราไปที่ประตูทางเข้า ซึ่งแค่เดินต่อจากปากซอยเมื่อกี้ไปแค่สิบเมตรเองมั่ง แหม !! ทำเอาเราเดินหากันซะเหนื่อย

ที่เคาน์เตอร์ check in มีผู้คนพลุกพล่านพอควร ส่วนใหญ่เป็น
เด็กวัยรุ่นที่มาเที่ยวกันเองเป็นกลุ่ม มีหน้าตาเป็นชาวเอเชียอยู่หลายคนเหมือนกัน เราใช้เวลาไม่นานก็ได้กุญแจห้องซึ่งทำเป็นการ์ดแข็งขนาดเท่าบัตรเครดิตมาจากเจ้าหน้าที่สองใบ คงเป็นเพราะเราจองมาจากที่เมืองไทยและจ่ายเงินค่าที่พักเรียบร้อยแล้วถึงไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบอะไรมาก เจ้าหน้าที่บอกข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาหารเช้าทานได้ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าที่ห้องอาหารด้านใน

เราอยากขึ้นห้องพักเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยลงมาสำรวจข้างล่างใหม่ ห้องพักเราอยู่ที่ชั้นสามเดินขึ้นบันไดไปหน่อยเดียวเอง พอถึงชั้นสามมองไปก็จะเห็นประตูห้องเรียงรายอยู่หลายห้อง แยกฝั่งเป็นของชายและหญิงไม่ปะปนกัน พอถึงหน้าห้องใช้การ์ดแข็งสอดเข้าไปในช่องกุญแจ พอมีสัญญาณไฟเขียวพร้อมเสียงปลดล็อคดังขึ้นก็เปิดประตูเข้าไปได้ เมื่อเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมจะเห็นเตียงสองชั้นอยู่สี่เตียงวางไว้ติดผนังด้านข้างทั้งสี่มุม มีตู้ล็อคเกอร์ขนาดใหญ่สำหรับเก็บกระเป๋ากั้นเตียงด้านนอกกับด้านในไว้ ด้านในสุดมีหน้าต่างบานกระจกพร้อมโต๊ะเล็ก วางไว้ริมหน้าต่างหนึ่งตัว เราได้เตียงเบอร์หนึ่งและสองเป็นเตียงอันที่อยู่ด้านนอก เข้าประตูไปอยู่ด้านขวามือ
ตอนที่เราเข้าไปในห้องยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เรารีบจัดการเก็บกระเป๋าเข้าลอคเกอร์ แต่นึกได้ว่าไม่มีกุญแจเลยต้องวิ่งลงไปที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง ทีแรกคิดว่าต้องซื้อแต่โชคดีเขามีบริการให้ยืมโดยเราต้องจ่ายเงินมัดจำไว้ 5 ยูโร พอ check out เราเอากุญแจไปคืน เขาก็จะคืนเงินให้

หลังจากที่เราจัดการเก็บข้าวของเข้าลอคเกอร์กันแล้ว ก็ชวนกันไปลงไปข้างล่าง ก่อนอื่นขอไปแวะที่ร้าน Internet Café ตรงริมถนนที่เมื่อกี้เดินผ่านมา จะได้ส่ง E-Mail ไปถึงเพื่อน ๆ และ

-78-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 13 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:51 น.
   

พี่วรรณ ว่าเราสองคนมาถึงแฟรงเฟิร์ตและเข้าที่พักได้เรียบร้อยแล้ว จะได้ไม่ต้องห่วงว่าเราจะถูกล่อลวงไปทำขาหมูเยอรมันแก้มเบียร์อยู่แถวนั้น … ฮา ฮา

พอเสร็จธุระเราไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหนต่อ ไม่ใช่เป็นเด็กดีอะไรหรอกค่ะ ก็มันมืดมากกลัวจะหลงทางก็เลยตกลงกลับเข้าที่พัก แล้วไปนั่งทานขนมปังกันที่ล็อบบี้พร้อมหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในแฟรงเฟิร์ต เจ้าหน้าที่ของบ้านพักเยาวชนแนะนำให้เราซื้อ
ตั๋วรถไฟใต้ดินแบบที่ซื้อใบเดียวราคา 6.50 ยูโร ใช้ได้สองวันโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งที่ใช้บริการ เราคำนวณดูแล้วเห็นว่าคุ้มกว่าที่จะไปซื้อเป็นครั้ง ๆ ตัดสินใจซื้อไว้เลยคนละหนึ่งใบพรุ่งนี้เช้าจะได้ออกเดินทางกันแต่เช้า

หลังจากนั้นเราชวนกันกลับขึ้นไปที่ห้องพัก ก่อนเปิดประตูเข้าไปก็เตรียมตัวซักซ้อมกันไว้ก่อนว่าจะทักทายเพื่อนร่วมห้องยังไงบ้าง เพราะตอนนี้เกือบสามทุ่มแล้วน่าจะมีคนกลับเข้าห้องพักกันบ้างแล้วล่ะ จริงอย่างที่นึกไว้พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอผู้หญิงสองคนหน้าตาเหมือนคนฟิลิปปินส์กำลังง่วนกับการจัดเป้กันอยู่ เราเลยส่งเสียงทักทายพร้อมส่งยิ้มให้ เขาส่งยิ้มตอบ เราก็คิดว่าน่าจะพอแล้วยังไม่อยากคุยอะไรด้วยต่อ ขอไปอาบน้ำก่อนล่ะ แล้วเราก็หันมาคุยกันเอง แต่คุยกันได้ไม่กี่คำก็มีเสียงถามแทรกขึ้นมาว่า “ อ้าว !! ที่แท้ก็เป็นคนไทยด้วยกัน ” เราก็เลยหันกลับไปคุยกับพี่เขา ซึ่งคุยกันได้ไม่นานก็ทราบชื่อแซ่กันทั้งสองฝ่ายว่าชื่อพี่แป๊วกับพี่แหม่ม (มาทราบในภายหลังว่าพี่ ๆ เป็นชาว TKT ด้วยค่ะ... เดาถูกมั้ยเอ่ย?? ) เป็นนักท่องเที่ยวที่ดูลุยกว่าเราเยอะ เป้ของพี่เขาใบใหญ่กว่า พี่เขาเล่าให้ฟังว่าเขามากันยี่สิบกว่าวันแล้ว ไปแวะเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์มาก่อน หลังจากนั้นก็เลาะมาเรื่อยจนถึงเยอรมัน และจะเดินทางกลับเมืองไทยพรุ่งนี้ แหม !!! เสียดายจังเจอกันแค่คืนเดียว

คุยกันได้สักพักเราขอตัวไปอาบน้ำ ห้องน้ำของเขาอยู่ถัดเข้าไปจากห้องนอน โดยแยกเป็นห้องสุขาและห้องอาบน้ำ มีระบบความปลอดภัยเหมือนห้องนอนคือต้องใช้การ์ดแข็งรูดถึงจะผ่านเข้าไปได้ ในแต่ละห้องเขาจัดซอยเป็นห้องเล็ก ๆ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานจากผู้เข้าพัก ถ้าจะให้ดีเราควรเตรียมรองเท้าแตะไปใส่เวลาเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยจะได้รู้สึกสบายเท้าสำหรับคนที่ไม่ชินกับการเดินบนพื้นห้องน้ำที่เปียก

ในห้องอาบน้ำเขาจัดวางเครื่องซักผ้าไว้บริการแบบหยอดเหรียญด้วย เพื่อความสะดวกสำหรับนักเดินทางแบกเป้ที่มักจะนำเสื้อผ้าติดไปน้อยชิ้น แต่เราว่าช่วงนี้คงไม่ค่อยมีใครใช้บริการเพราะอากาศเย็นมากเดินกันทั้งวันก็ไม่มีเหงื่อ เลยไม่รู้สึกว่าสกปรก ขนาดเมื่อกี้เราเดินกันมาตั้งไกลยังไม่มีเหงื่อให้เช็ดหน้ากันสักหยด

พอกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งปรากฏว่ามีคนอยู่ครบทุกเตียงแล้ว กำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการตั้งเวลานาฬิกา ฟังอยู่สักพักถึงพอจับใจความได้ว่า ในยุโรปเมื่อถึงฤดูหนาวช่วงเวลากลางวัน

-79-

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 14 || โพสต์เมื่อ: 16 ก.ย. 2547 เวลา 16:54 น.
   

จะสั้นมาก ประเภทสว่างช้าแต่มืดเร็ว เขาเลยต้องมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับสภาพดินฟ้าอากาศโดยจะกำหนดไว้ว่าเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่กำหนด (ซึ่งในปีนี้ตรงกับคืนนี้… วันที่ 26 ต่อเนื่อง 27 พฤศจิกายน 2002 ) เราจะหมุนนาฬิกาย้อนหลังกลับไปหนึ่งชั่วโมง แปลว่าพรุ่งนี้เรานอนต่อได้อีกหนึ่งชั่วโมงไม่ต้องรีบตื่น … ดีจัง !!
นี่ก็เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ยะ นับว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอีกเรื่องที่
เราได้เจอ แต่ดีที่เป็นการตั้งเวลาให้ช้าลงเพราะฉะนั้นถ้าใครลืมหรือไม่รู้ว่าต้องตั้งนาฬิกาใหม่ ก็ไปยืนรอแค่หนึ่งชั่วโมงไม่เสียหายอะไรนัก … นอกจากเมื่อยและหงุดหงิดเล็กน้อย เราเลยจัดการตั้งนาฬิกาไว้เลย ทั้งนาฬิกาข้อมือและนาฬิกาปลุก แล้วโดดขึ้นเตียงใครเตียงมัน…*๊ดไนท์ค่ะ 05 05

-80-

ป.ล. วันนี้รูปภาพไม่ค่อยได้ถ่ายค่ะ เดินทางซะเหนื่อย ถึงที่พักก็มืดแล้ว ถ่ายมาก็ดำ ๆ เลยไม่โพสต์ดีกว่า 24 24

Back to Top
 
AM
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 15 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 09:10 น.
   

อยากตั้งนาฬิกาบ้างจังค่ะ เป็นว่าพอเช้ามาถึงที่ทำงาน ก็ให้เดินเร็วกว่าปกติไปเลย 1 ชั่วโมง พอเย็นหลังเลิกงานก็ให้เปลี่ยนอีก แต่ช้าไปอีก 1 ชั่วโมง

Back to Top
 
thaiplanner
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 16 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 12:53 น.
   

อ่านมันส์ค่ะ 15

Back to Top
 
preecha
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 17 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 17:11 น.
   

ผมเดาว่า พี่แป๊วคือคนเดียวกับพี่ ratta แน่ๆเลย เพราะเห็นรูปพี่ ratta หลายครั้งแล้ว ไม่น่าจะชื่อแหม่มนะ เพราะดูจะขัดกับชื่อจนเกินไป หรืออาจจะเป็นความเข้าใจผิด?
- เห็นคุณตั้งชื่อกระทู้แซวตัวเองว่า เป็นหมูน้อย ผมก็เลยเกิดความคิดอยากจะตั้งชื่อกระทู้ให้คุณบ้างเล่นๆ แต่ยังไม่กล้าน่ะ เดี๋ยวจะเคืองกัน ...เมื่อขาหมู(ไทย)ไปตะลอนแดนขาหมู อุ้บ...มือมันเผลอพิมพ์ไปได้ยังไงกันนี่ ขออภัยจริงๆ 14 14

Back to Top
 
ทอฝัน
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 18 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 19:28 น.
   

เคยจำได้ว่ามีในกระทู้พี่ ratta มีคนเคยเรียกว่า พี่แป๊ว


เหมือนกันเลยค่ะเคยเจอเพื่อนๆในTKTเหมือนกันครั้งแรกเจอที่ เว้เป็นกลุ่มที่นัดเที่ยวจากบอร์ดนี้ค่ะ
อีกครั้งเจอที่ช่องเม็กขณะที่ฉันลุ้นว่าจะได้ตั๋วรถกลับกรุงเทพตอนไปตาดเลาะ เซกอง มีคนรออยู่ก่อน11คนมีตั๋วอยู่6 ใบฉันเป็นที่12โชคดีที่กลุ่ม6สละสิทธิ์ไปเหลือกลุ่ม5คนฉันเลยได้ตั๋วใบสุดท้ายมาคุยกันตอนหลังปรากฎว่าเป็นเพื่อนๆจากTKT 14 14 14 :

Back to Top
 
ooh
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 19 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 20:15 น.
   

ผมได้อ่านคร่าวๆนิดหน่อยครับ พี่ เวลามีน้อย วันนี้ ไว้กลับมาอ่านวันหลังต่อ

ช่วยเสริมครับ

รถ ICE เพื่อนผมเรียก รถน้ำแข็ง จริงๆคือ อิ เซ เอ หรือ InterCityExpress น่ะครับ ดูจากหน้าตาของ ICE ในรูป น่าจะเป็นรุ่นแรก หรือ ICE 1 แต่ถ้าเป็น ICE 3 จะสวยมาก หัวจรวดเลย.. เคยนั่งที่ความเร็วสูงสุด ประมาณ 250 กม./ชม.ครับ เร็วจนไม่อยากคิดว่าตกรางแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ส่วนบ้านหลังเล็กๆ ตามทางรถไฟ ไม่ใช่บ้านคนจนนะครับ ใครมีบ้านแบบนี้ ต้องรวยหน่อย เขาเรียกว่าการ์เทน โคโลนี ครับ เป็นพื้นที่ให้เช่าหรือซื้อ ไว้เพื่อปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ใช้เป็นที่พักผ่อนในวันสบายๆ เพราะคนเยอรมันส่วนใหญ่ จะอยู่บ้านที่ไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ครับ คือ เป็นห้องชุด ใน 1 ชั้นอาจจะมี 1 ห้องชุด หรือ 2 ห้องชุด อย่างที่ผมอยู่ ก็จะเป็น 4 ชั้น ทางเดินตรงกลาง มีห้องชุด 2 ห้องต่อชั้น แต่ละห้องชุด ก็จะแยกเป็นห้องนอน 2-3 ห้อง อาจจะมีห้องรับแขก ครัว ห้องน้ำ... แล้วแต่เจ้าของจะตกแต่งครับ ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงนิยมเช่า หรือซื้อที่ทำสวนไว้ ขนาดเล็กๆ ข้อดีก็คือ ใช้เป็นที่พักผ่อน พบปะสังสรรเพื่อนฝูง ปลูกต้นไม้ นอนเล่น ในวันหยุด ที่อากาศดี ได้รู้จักเพื่อนบ้านใหม่ๆ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมก็เพิ่งไปงานวันเกิดเพื่อนที่จัดในสวนเล็กๆแบบนี้ล่ะครับ เสียงดังได้ ไม่มีใครว่า.. 12

Back to Top
 
Nemo
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 20 || โพสต์เมื่อ: 17 ก.ย. 2547 เวลา 21:36 น.
   

ตามอ่านทุกตอน บรรยายได้ละเอียดมาก

มหาวิหารที่เมือง Cologne สูงมากๆและก็ใหญ่โต

เมือง Frankfurt ผมเคยแวะ 2 - 3 วันไม่ค่อยมีอะไรเที่ยว
หรือไปไม่ถูกที่ก็ไม่รู้ เย็นๆร้านค้าก็ปิดเร็ว

Back to Top
 
กุ้ง
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 21 || โพสต์เมื่อ: 18 ก.ย. 2547 เวลา 17:16 น.
   

คงเหมือนรัสเซีย (เคยอ่านจากหนังสือ) มีทั้งบ้านในเมือง บ้านนอกเมืองเอาไว้ปลูกต้นไม้ เอหรือจะเหมือนเถียงนาเมืองไทย เพราะบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านไม่ค่อยได้ปลูกอะไรหรอกที่น้อย แต่บริเวณเถียงนาน๊ะมีครบเลย อยากจะปลูกอะไรก็ปลูกไป บ้านสำหรับคน วัว ควาย และหมา

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 22 || โพสต์เมื่อ: 20 ก.ย. 2547 เวลา 07:27 น.
   

ใช่แล้วค่ะพี่สาวที่น่ารักที่เจอก็คือพี่ ratta แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักเวบ TKT พอเข้ามาแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นคน ๆ เดียวกันค่ะ 11 11

คุณ preecha คะ ... บอกแล้วว่าไม่ต้องเกรงใจ แล้วอีกอย่างแต่ละชื่อที่คุณตั้งให้ก็โดน .. ทั้งนั้นเลยค่ะ 07 07 08 08

คุณ ooh กับคุณกุ้ง ขอบคุณสำหรับข้อมมูลนะค่ะ นึกอยู่เหมือนกันค่ะว่าคงไม่ใช่บ้านคนจนหรอก ถึงแม้บ้านจะหลังเล็กนิดเดียว แต่ทุกหลังก็มีพื้นที่มีบริเวณ แถมปลูกดอกไม้สวยงาม บางหลังก็มีสวนผัก ยังเสียดายเลยที่ไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปมาฝาก ...

คุณ AM - คุณ thaiplanner - คุณ Nemo ยังมีอีกหลายวันเลยค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อก่อนนะค่ะ 24 24 24

Back to Top
 
ratta
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 23 || โพสต์เมื่อ: 20 ก.ย. 2547 เวลา 18:40 น.
   

เดาเก่งมากค่ะ ถูกต้องแล้วคร๊าบ (ทำเสียงแบบคุณปัญญา ) มารับรางวัลได้ค่ะคุณ preecha คุณ ทอฝัน
พี่แก้ให้นิดนึงนะ วันที่เปลี่ยนเวลา 27 ตค 2002 น่ะ ไม่ใช่ พย อิอิอิ Frankfurt มีเขตเมืองเก่าให้เดินค่ะ คุณ nemo

Back to Top
 
kosamer
แขกรับเชิญ
ความคิดเห็นที่ 24 || โพสต์เมื่อ: 21 ก.ย. 2547 เวลา 09:54 น.
   

ว๊าย !!! ใส่เดือนผิดมาตั้งนาน ขอบคุณมากค่ะพี่ ratta ....

Back to Top
 
ความเห็นทั้งหมด: 24
กำลังแสดงหน้าที่ 1 / 1 หน้า
9 7 [ 1 ] 8 :