กระทู้ที่ 173270: ศาสตร์และศิลป์ของ มีดมหาปราบ ยอดศาสตรา ผู้เรืองอาคม
โดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:23 น.
จากอุณมิลิตฉบับก่อนที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับดาบฟ้าฟื้นที่เป็นอาวุธวิเศษ ร่ำลือจนเป็นที่รู้จักของคนไทยและเป็นแบบฉบับของชายไทยที่มักเอาอย่าง(ที่ ไม่ค่อยดี)ของขุนแผนที่มักมีเมียมาก(มีเยอะจนไม่เรียกเมียน้อย) จึงถูกขอให้เขียนเรื่องราวของ “มีดหมอ” ที่หลายท่านที่นิยมเครื่องรางจากอาคมต่างรู้จักกันดีและหลายท่านก็อาจมีไว้ ครอบครองทั้งทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นหมออาคม กับเขาเเต่ อย่างใดเรียกว่ามีไว้อุ่นใจดีกว่า

เรื่องการสร้างมีดหมอนั้นมีมาแต่ครั้งใดไม่มีใครรู้จริงหรอก เพราะคงตายกันหมดแล้วเหลือมาถึงรุ่นเราจึงมักเป็นคำบอกเล่าหรือตำนานแต่ที่ เเน่นอนนับแต่ดึกดำบรรพ์ชาวไทยหรือสุวรรณภูมิตั้งแต่ยุคโลหะมักนิยมพกพา อาวุธขนาดเล็กติอตัวเสมอเรียกกันว่า “มีด” นั่นเองซึ่งปัจจุบันก็ยังพบเห็นได้ตามชาวไทยใหญ่บางกลุ่มและการที่ต้องพกพา เป็นของประจำตัว ก็ต้องมีการเสกสร้างเรื่องราวใศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิคุณเชื่อมั่นว่าสามารถปก ป้องคุ้มครองและใช้งานได้มากกว่าเป็นอาวุธยามจวนตัวเรียกว่าใช้ให้ครบ เครื่อง

      “มีดหมอ”นั้นก็บอกชัดอยู่เเล้วว่า เป็นของผู้ทรงคุณความรู้ ทั้งนี้เนื่องจากภาษาไทยยุคก่อนจะเรียกคนที่รอบรู้ว่า “หมอ”เสมออย่าง รู้กฎหมายก็เรียกหมอความ รู้เรื่อง งูอสรพิษ ก็เรียกหมองู รู้เรื่องไสยศาสตร์ผูกพยนต์ปลุกผีก็เรียก หมอมนต์หรือหมอผีไปเลยก็มี จนบางครั้งคนที่พยายามทำตัวรู้มากเจ้าหลักเจ้าเกณฑ์ก็มักเรียกว่า “หัวหมอ” มีดหมอโดยนัยจึงไม่ควรผูกกับแค่เรื่องไสยศาสตร์ภูตผีเพียงประการเดียวอย่าง พวกที่เลี้ยงช้างต้องมีพิธีกรรมเฉพาะก็เรียกหมอช้างต้องมีมีดประจำตัวเช่น กัน มีดเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นหมอแบบใดหากใช้ประกอบพิธีกรรมก็จะเรียกในหมู่ผู้รู้ ว่า “มีดครู”เสียหมายถึงว่าเจ้าของมีดได้รับมอบอำนาจมาจากครูให้ประกอบกิจพิธี ได้ศักดิ์สิทธิ์สำเร็จดังครูมาประสิทธิให้นั่นเอง คตินี้จึงน่ามาจากเรื่องดาบอาญาสิทธิ์แต่ชาวบ้านนั้นไม่รู้จะเอาดาบไปรบรา ฆ่าฟันกับใครก็เลยใช้มีดแทนแต่คติดาบนี้ที่เห็นชัดในภาคเหนือและอีสานที่มัก มีดาบครู เรียกว่า “สะหรี๋กันไชย” หรือทางอีสานจะมี “ดาบด้ามแก้ว” ที่ใช้ขัดฝาเรือนสร้างอาถรรพ์ป้องกันเรือน(บางที่ใช้หอกเล็กทำอาถรรพ์ก็มี เรียกว่าสี่แจเรือน) มักมีมนต์เฉพาะที่เรียกว่ามนต์ฝนแสนห่าที่เชื่อถือว่าหากทำอาถรรพ์ชนิดนี้ เเล้ว แม้มีอันตรายซัดฟุ่งมาดังฝนแสนห่าก็มีอาจทำอะไรได้เลย

มีดมหาปราบนี่ก็เป็นการทำมีดครูทางไสยเวทชั้นสูงแบบหนึ่ง ที่อาจเรียกได้เต็มปากว่า ดาบฟ้าฟื้นฉบับย่อ แบบเล็กดีเเต่ รสโตคือคุณภาพคับแก้วทีเดียว(เอื๊อก…..)

      การทำมีดมหาปราบนี่ก็เหมือนการทำดาบฟ้าฟื้นนั่นละ ที่ต้องเริ่มแรกจากมวลสารวัสดุที่นำมาหลอมหล่อเป็นชนวนโลหะธาตุที่มี คุณสมบัติในการประจุอาคมลืมบอกไปว่าน้อยคนนักจะรู้ว่าเจ้าอาวุธอาคมพวกนี้นะ เขาต้องมีที่ไว้เฉพาะไม่นิยมเอาไว้กับเครื่องรางของขลังแบบอื่น ยกเว้นวัวธนูที่เป็นของข่มอาถรรพ์เหมือนกันเพราะอาจจะทำให้อาถรรพ์วิทยาของ เครื่องรางอื่นเสื่อมถอนไปด้วย ผู้มีมีดหมอนี่ต้องเป็นหมอด้วยกล่าวคือต้องมีความรู้ด้วยเพราะไม่อย่างงั้น ก็ไม่รู้ว่ามีไว้ทำไมเพราะไม่ใช่ของมีไว้เท่ห์แต่มีไว้ใช้งานนะจ๊ะ
      มีดมหา ปราบนี่มีสองแบบครับแต่ปัจจุบันมั่วนิ่มทำเป็นมีดแบบครอบจักรวาลซึ่งไม่รู้ เหมือนกันว่า เกจิอาจารย์ผู้สร้างนั้นไปเล่าเรียนมาจากไหนสมัยก่อนนี่มีดจะแบ่งเป็นสองแบบ คือ
มีดครู(หมอ)รักษาโรค จะใช้ในการรักษาโรคแบบต่อกระดูก(ถากไม้) ตัดปราบ(โรคชนิดหนึ่งรักษาด้วยอาคม) จัดเป็นของคุณหมอแผนโบราณบางครั้งหมายรวมถึงมีดบางอย่างที่ใช้เฉพาะในการหา ว่านยาบางตัวด้วย
มีดครู(มหาปราบ)

พวกนี้ดุครับจัดว่าเป็นมีดที่ข่มอาถรรพ์โดยตรงเรียกว่าขลังขนาดบางรายเอา เข้าบ้านไม่ถูกวิธีเกิดอาเพทต่างๆนานาเพราะความเเรงและร้อนของอาคมที่ประจุ ไว้มีเพื่อนผมคนหนึ่งแบบแก่แล้วไม่รู้จักเจียมได้มีดลงอาคมมหาปราบจาก อาจารย์ไม่ถามไม่ไถ่ว่ามีดแบบไหนตะเเกเอาไปไว้ที่หิ้งพระใส่พานบูชาเสียดิบ ดีตรงนั้นมีโกศอัฐิบรรพบุรุษบูชาด้วย ปรากฏว่าตกกลางคืนแกนอนไม่ได้เลยหลับตาทีไรก็เห็นแต่อากง อาม้า มาชี้หน้าว่า “ลื้อไปเอาอาลายมาวะ ร้อนชิบ------------(ไม่รู้ห….าย..ย..ไปไหน)" พอเช้าแกไปเล่าให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ฟังกลับถูกตำหนิว่าเสียทีที่เป็นคน เรียนทำอะไรไม่สมควรมักง่ายมีดพวกนี้ใครเขาไว้รวมกับเครื่องราง อื่นมันข่มอาถรรพ์เขานี่ดีว่าฝังมีดที่ฝักสนิทไม่งั้นอากง อาม่าอีคงเปิดแนบไม่มาชี้หน้าด่าได้หรอกเลยโดนท่านเจ้าคุณอาจารย์ริบมีดคืน เสียสามปี สบายไป

       มีดมหาปราบนี่เป็นของสูงและแรงอาถรรพ์ชนิดที่เรียกว่า คนเรียนอาคมใครมีไว้เหมือนเสือติดปีก(ไม่ใช่เสือสิบเอ็ดตัว….เอื๊อก)......

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ounamilit.com/b11_arkhom.htm 


ความเห็นที่: 94 ตอบโดย: HiMaLaYa เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 22:56 น.
สวัสดีครับน้าโจร มีดหมอปลาแมนได้หรือป่าวครับ 

ความเห็นที่: 93 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 18:55 น.
สวัสดีครับน้าหิ จะเอามีดหมอมาโชว์มั่งหรอครับ 

ความเห็นที่: 92 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 18:54 น.
น่าสนใจดีครับน้า 

ความเห็นที่: 91 ตอบโดย: HiMaLaYa เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 18:10 น.

ความเห็นที่: 97 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 09:00 น.
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=3&Id=528189

ความเห็นที่: 152 ตอบโดย: tamusung เมื่อ: 5 ส.ค. 2552 เวลา 18:00 น.
ตามอ่านอยู่ครับ:))

ความเห็นที่: 88 ตอบโดย: Taninaree เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 21:29 น.

ยอดๆ ข้อมูลแน่นมักๆ น้าโจร


ความเห็นที่: 18 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:17 น.

เสภาขุนช้างขุนเเผน.....ตอนดาบฟ้าฟื้น


...ในยุคนั้น พลายแก้ว ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ขุนแผน ได้สร้างดาบฟ้าฟื้นซึ่งเป็นต้นตำรับในวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ได้กล่าวเอาไว้เป็นคำกลอนถึงตอนนี้ว่า

                  ...ครานั้นขุนแผนแสนสนิท                  เรืองฤทธิ์รังสีไม่มีสอง
                  ได้ลูกชายเชี่ยวชาญกุมารทอง               ก็สมปองคิดไว้แต่ไรมา
                  จะจัดแจงตีดาบไว้ปราบศึก                  ตรองตรึกหาเหล็กไว้หนักหนา
                  ได้เสร็จสมอารมณ์ตามตำรา                ท่านวางไว้ในมหาศาสตราคม
                  เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ             ยอดปราสาททวารามาประสม
                  เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม               เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร
                  หอกสัมฤทธิกริชทองแดงพระแสงหัก         เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด
                  พร้อมทั้งเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด           เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
                  เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง           เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่
                  ทองคำสัมฤทธิ์นากอแจ                    เงินที่แท้ชาดเหล็กทองแดงดง.....?

                  ทั้งหมดนั้นก็คือ บรรดาโลหะทั้งหลายที่ขุนแผนได้นำมาเพื่อที่จะหล่อหลอมเป็นเหล็กกล้าขึ้นมา

เพื่อสร้างเป็นดาบฟ้าฟื้น โลหะต่าง ๆ ที่ขุนแผนนำมาสร้างเป็นมีดอาคมขึ้นมานั้นมีมากมายขนาดไหน

เรียกว่าใครเจอเข้าไปถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตทีเดียว
                 

เมื่อได้ของทั้งหมดมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะประกอบพิธีทำการหลอมและตีมีดขึ้นมา ก่อนที่จะนำไปลงอาคมอีกที ซึ่งในเสภาขุนช้าง ขุนแผน  ได้กล่าวเอาไว้ถึงพิธีกรรมในครั้งนี้ว่าขุนแผนเอาของทั้งหมดนั้นมา


ความเห็นที่: 60 ตอบโดย: bovy66 เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:01 น.

ผมยังไม่มีครับน้าโจรกำลังหาอยู่ครับ

แต่มีของรุ่นพี่คนนึงเป็นมีดหมอเหน็บกระเป๋าครับ

เอาไว้วันจันทร์จะขอแกถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ

เห็นที่ใบมีดสลักยันต์และคำว่าคุ้มภัยประมาณนี้ครับ

ด้ามและฝักประมาณรูปของน้าโจรเลมีดหมอวัดเสมียนนารียคล้ายๆครับ

เอาไว้ดูรูปดีกว่าครับผมเจอที่เซียนพระหลายที่หลายคนไม่กล้าซื้อกลัวไม่แท้อย่างที่น้าโจรว่าน่ะครับ

เลยหาไปเรื่อยๆก่อนครับเอาไว้ข้อมูลมีมากพอแล้วค่อยลงมือครับ

น้าก็ลงรูปและข้อมูลเยอะๆแล้วกันนะครับจะได้เป็นข้อมูลให้คนที่ต้องการความรู้อาทิผม555

-ขอบคุรครับ


ความเห็นที่: 1 ตอบโดย: pat_zang เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:30 น.
อืมม...................จดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความเห็นที่: 2 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:33 น.


ความเห็นที่: 3 ตอบโดย: pat_zang เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:36 น.
น้าโจรสุดหล่อพกติดตัวไว้ออกทะเลด้วยอ๊ะป่าว

ความเห็นที่: 4 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:37 น.

มีดหมอ ชาตรี วัดโขงขาว

มีดหมอ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ปี 37

มีดหมอ หลวงพ่อตัด วัดชายนา


ความเห็นที่: 5 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:39 น.
พกออกบ้าง แล้วแต่มรสุมข้างหน้าอะครับน้า 

ความเห็นที่: 6 ตอบโดย: pat_zang เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:42 น.
งอนน้าโจรแล้วนะ มาเรียกหนูว่าน้าได้ไง ทีเมื่อก่อนยังแอบชวนไปกินข้าวด้วยกันเลย

ความเห็นที่: 7 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:43 น.

มีดหมอ หลวงพ่อกวย

มีดหมอ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม

มีดหมอด้ามงาฟักงา


ความเห็นที่: 8 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:45 น.
อะนะ แกล้งให้งอลงัย จะได้มีเรื่อง ง้อ คริ คริ ตามแผน 

ความเห็นที่: 9 ตอบโดย: penguinnaruk เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:47 น.

อ้าวๆๆๆ  โห ชวนไปทุกคนเลยน่ะ   ผู้ชาย ก็อย่างนี้


ความเห็นที่: 10 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:51 น.
งานเข้าหละครับ พี่น้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง 

ความเห็นที่: 11 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:55 น.

มีดหมอด้ามฤาษีปี35

มีดหมอพญานาค

มีดหมอหลวงพ่อกวย ชัยนาท


ความเห็นที่: 12 ตอบโดย: penguinnaruk เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 11:58 น.
เมื่อก่อนยังบอกที่รักอยู่เลย  ทุ่มเท เพื่อน้อง ขาว อวบไง สงสัยเรายังขาว อวบไม่พอ 

ความเห็นที่: 13 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:01 น.

มีดหมอหลวงพ่อจ้อย 2535

มีดหมอหลวงพ่อเดิม

มีดหมออาคม แร่เหล็กน้ำพี้


ความเห็นที่: 14 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:05 น.

มีดหมอเหล็กน้ำพี้อุตรดิษถ์

มีดหมอเหล็กดามัสกัส

วัดวังสรรพรส มีดหมอ ด้ามงา

ความเห็นที่: 15 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:08 น.

หลวงพ่อจ้อย มีดหมอ รุ่นแรก

มีดหมอหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ

ความเห็นที่: 16 ตอบโดย: รักษ์วนา เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:12 น.

น้าๆๆๆ  เล่มนี้ฝักเรซิน มิใช่รึ 


ความเห็นที่: 17 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:14 น.
ถูก ของน้าปุ้มคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ 

ความเห็นที่: 19 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:23 น.

                   ....เอามาสุมคุมควบเข้าเป็นแท่ง           เผาให้แดงตีแผ่แช่ยาผง
                  ไว้สามวันซัดเหล็กนั้นเล็กลง                ยังคงแต่พองามตามตำรา
                  ซัดเหล็กครบเสร็จถึงเจ็ดครั้ง               พอกระทั่งฤกษ์เข้าเสาร์สิบห้า
                  ก็ตัดไม้ปลูกศาลขึ้นเพียงตา                แล้วจัดหาสารพัดเครื่องบัดพลี
                  เทียนทองติดตั้งเข้าทั้งคู่                   หัวหมูเป็ดไก่ทั้งบายศรี
                  เอาสูบทั้งตัวไว้ในพิธี                      เอาถ่านที่ต้องย่างวางในนั้น
                  ช่างเหล็กดีฝีมือลือทั้งกรุง                  ผ้าขาวนุ่งผ้าขาวห่มดูคมสั้น
                  วางสายสิญจน์เสกลงเลขยันต์               คนสำคัญคอยดูซึ่งฤกษ์ดี
                  ครั้นได้พิชัยฤกษ์ราชฤทธิ์                  พระอาทิตย์เที่ยงฤกษ์ราชสีห์
                  ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี                  นายช่างตีรีดรูปให้เรียวปลาย
                  ที่ตรงกลางกว้างงามสามนิ้วกึ่ง              ยาวถึงศอกกำมาหน้าลูกไก่
                  เผาชุบสามแดงแทงตะไบ                  บัดเดี๋ยวใจเกลี้ยงพลันเป็นมันยับ
                  งานดีมิได้มีขนแมวพาด                   เลื่อมปราดเนื้อเขียวดูคมหนับ
                  เลื่อมพรายคล้ายแสงแมลงทับ              ปลั่งปลาบวาววับจับแสงตะวัน...

                  เนื้อมีดดาบที่ขุนแผนดีนั้น ถือว่าเป็นเหลื้อเหล็กกล้าที่หาได้ยากนักหนาซึ่งถ้าหากในสมัยนี้ก็เรียกกัน ว่าเหล็กน้ำพี้ที่สามารถตัดเหล็กหรือโลหะอื่นๆ ขาดได้เหมือนตัดหยวกกล้วยนั่นเอง
                  ดาบดี  มีดดี    เหล็กดีที่เชื่อกันว่าสามารถฟันเหล็กได้ขาด  มีอำนาจเหนือโลหะและอาคมใดนั้นกล่าวกันว่าสามารถดูได้จากเนื้อโลหะที่สร้าง ขึ้นมาเป็นมีดดาบนั้น เนื้อโลหะสีเขียวเหมือนปีกแมลงทับนั้น   

ว่ากันว่านั่นแหละคือเนื้อเหล็กน้ำพี้อย่างดี    เหมือนอย่างที่ขุนแผนสร้างขึ้นมา


                  เมื่อได้ตัวมีดแล้วนั้น ใช่ว่าจะหมดเรื่องเพียงแค่นี้  เพราะเพียงแค่ดาบหรือมีดเหล็กน้ำพี้เพียงอย่างเดียว ก็จะธรรมดาไป เพราะยังไม่ได้ลงคาถาอาคมใด ดังนั้น ขุนแผนจึงได้จัดการสร้างด้ามมีดขึ้นมาซึ่งไม่ได้สร้างแบบธรรมดา แต่ทว่า....

                  .....ด้ามนั้นทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์              จารึกยันต์พุทธจักรที่เหล็กกัน
                  เอาผมพรายร้ายดุประจุพลัน                 แล้วเอาชันกรอกด้ามเสียบัดดล
                  ครั้นเสร็จสรรพจับแกว่งแสงวะวับ             เกิดโกลาฟ้าพยับโพยมหน
                  เสียงอื้ออึงเอิกเกริกได้ฤกษ์บน               ฟ้าคำรนฝนพยับอยู่ครั่นครื้น
                  ฟ้าผ่าเปรี้ยง ๆ  เสียงโด่งดัง                ขุนแผนฟังจิตฟูให้ชูชื่น
                  ได้นิมิตฟ้าเปรี้ยงดังเสียงปืน                 ให้ชื่อว่าฟ้าฟื้นอันเกรียงไกร
                  ยกขึ้นวางกลางศาลอ่านพระเวทย์             โดยเดชดาบดิ้นกระเดื่องไหว
                  เห็นประจักษ์ศักดิ์สิทธิ์ฤทธิไกร               ดีใจได้สมอารมณ์ปอง
                  เอาไม้ระงับสรรพยามาทำฝัก                 ประสมผงลงรักให้ผิวผ่อง
                  กาบหุ้มต้นปลายลายจำลอง                  ทำด้วยทองถ้วนบาทบางตะพาน


                  สร้างดาบเสร็จสรรพ ร่ายคาถาอาคมกำกับซึ่งถือว่าเป็นปลุกเสกดาบนั้นให้มีชีวิตขึ้นมาด้วย อาถรรพณ์   

ซึ่งในการปลูกเสกวัตถุมงคลทั่วไปของพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายส่วนใหญ่ในอดีต นั้น กล่าวกันว่าขณะที่ปลุกเสกวัตถุมงคล บรรดาของขลังที่สร้างขึ้นมานั้นจะสามารถขยับเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์   

จนกระทั่งการปลุกเสกสิ้นสุดลง ซึ่งดาบฟ้าฟื้นของขุนแผนก็คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะในกลอนกล่าวเอาไว้ว่า ดาบดิ้นหรือขยับได้ซึ่งหมายถึงว่า อาคมเหล่านั้นบรรจุลงไปเรียบร้อยแล้ว
                  ดาบฟ้าฟื้นถือว่ามีดอาคมยุคแรกที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะได้ใช้เป็นอาวุธออกสู่สงคราม

สามารถกำหราบได้ทั้งภูติผีวิญญาณและทำลายอาคมขลังของผู้ที่มีไสยเวทย์ เพราะตัวดาบนั้นมิได้เป็นเหล็กไหลหรือเหล็กน้ำพี้เพียงอย่างเดียว หากแต่ประสมประสานขึ้นมาจากวัตถุอาถรรพณ์ทั้งหลายแหล่ที่หามาผสมเข้าไปในการ หล่อหลอมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
                 

นอกจากนั้นก็ยังมีการบรรจุสิ่งอาถรรพณ์เข้าไปอย่างของขุนแผนนั้นบรรจุเส้นผมผีพราย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นว่ากันว่ามีดหมอของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่านก็ ได้นำเอากรรมวิธีเหล่านี้มีบรรจุลงไปเช่นกัน

หากแต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการบรรจุเส้นเกศาของพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นเข้าไปแทน บางท่านก็นิยมใช้ผงอิทธิเจ แล้วแต่ว่าใครจะสร้างขึ้นมาในรูปแบบใด
                 

ซึ่งเล่ากันว่านอกจากคาถาอาคมเวทย์มนต์ที่พระเกจิอาจารย์แต่ละท่านสะกดลงไป ในการสร้างมีดหมอแล้วนั้นอิทธิฤทธิ์หลายประการนั้นเกิดขึ้นจากปาฏิหาริย์ใน สิ่งที่พระเกจิอาจารย์เหล่านั้นบรรจุไว้ในด้ามมีดเช่นกัน เพราะสิ่งที่เปรียบเหมือนตัวแทนของท่านนั้น  บรรจุอยู่ในข้างในด้ามมีดเหล่านี้นั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.konmeungbua.com/forum/topic3635.html


ความเห็นที่: 20 ตอบโดย: iba เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:28 น.

น้าโจรจ๋า ถ้าเราหามีวิชาไม่ แต่มีคูบาอาจารย์มอบให้เพื่อนมา

เค้าส่งต่อให้ก่อนไปต่างถิ่นต่างแดน ของอยู่กะเรา เราเอาไว้หน้ารถคุ้มภัยอันตราย

วางคู่กะรูปเหมือนเกจิดังอย่างหลวงปู่ทวด จะมีผลเช่นไรไหมครับ

เล่มที่ผมเคยโพสถามในห้องคนมีคมนี่แหละ อิอิ รบกวนผู้รู้ด้วย ขอบคุณครับ

ปล. มีดเป็นมีดหมอหลวงพ่อจ้อยนะครับ จากที่ถาม ได้ความว่าเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิมอีกที


ความเห็นที่: 21 ตอบโดย: utd เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:33 น.

โอว์  ขอบคุณครับกัปตัน

สงสัยต้องไปขอวิชาตีมีดตีดาบจากน้าปุ้มซะแล้ว

ส่วนวิชาขุนแผน แสนรักต้องขอจากกัปตันนะครับ

เผื่อจะเป็นขุนแผน 2009 กับเขาบ้าง


ความเห็นที่: 22 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:34 น.
สำหรับกัปตันว่า อยู่ที่ศรัทธา นะครับน้าป้อม หรือรอท่านผู้รู้มาชี้แนะต่อไปครับ 

ความเห็นที่: 23 ตอบโดย: utd เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:37 น.

โดยส่วนตัวนะครับน้า

ผมว่าได้ครับ

แต่ว่าถ้าเป็นมีดปากกา นะจะพกพาติดตัว(ใส่กระเป๋าเสื้อ)

แต่ถ้าเป็นมีดขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย ถ้าเก็บในรถน่าจะอยู่ในที่ไม่เห็นชัดเจนนักครับ

ขอบคุณครับ


ความเห็นที่: 24 ตอบโดย: iba เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:40 น.
น้า utd พอมีความรู้ด้านนี้มะครับ เมื่อก่อนเคยเห็นพี่ท่านถามถึงมีดหมออะครับ รบกวนหน่อย

ความเห็นที่: 25 ตอบโดย: iba เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:42 น.
ว้าว ตอบสวนกัน อิอิ ขอบคุณครับ มีดขนาดปากกาอะครับ ผมวางทะเล่อทะล่าหน้ารถคู่กะหลวงปู่ทวดเลย อะครับ

ความเห็นที่: 26 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:46 น.

                                  ประวัติมีดหมอหลวงพ่อเดิม

หรือ มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ท่านสร้างไว้มี 2 ขนาด มีดหมอขนาดใหญ่ เรียกว่า มีดควาญช้าง  ขนาดเล็กลงมาเรียกว่า มีดหมอปากกา ใช้พกพาติดตัวได้

 หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ท่านได้เริ่มสร้าง มีดหมอ มาตั้งแต่ปี 2456 บ้างก็ว่า สร้างราวๆ ปี 2460 ก็แล้วแต่ตำราแต่ละเล่มที่ค้นคว้าหาหลักฐานมาได้  คงไม่ได้ต่างกันมากนัก

 ในช่วงสมัยแรกๆนั้น ศิษย์แต่ละคนต่างว่าจ้างช่างทำกันเอง แล้วเอามาให้หลวงพ่อลงจารอักขระ และปลุกเสกให้  ต่อมามีคนสนใจมากขึ้น ทางวัดก็ได้ได้จ้างช่างชาวอำเภอพยุหะคีรี ให้ตีมีดส่งวัดโดยตรง

 ช่างตีมีดมีหลายคน อาทิ ช่างไข่ ช่างฉิม ช่างสอน ช่างแม้น โดยจะเน้นแกะสลักใบมีด เป็นลายต่างๆ เช่น ลายเทพพนม ลายนาคเกี้ยว ลายน่องสิงห์  ลายกระหนกผีเสื้อ และ ลายเสมาใบโพธิ์  มีดหมอหลวงพ่อเดิม ที่ท่านสร้างนั้น ได้ออกแบบใช้งานอื่นด้วย สำหรับชาวบ้านในยุคนั้น คือ มีดใหญ่ใช้ควาญช้าง บังคับช้างให้เชื่องเพราะ ว่ากันว่า หลวงพ่อเดิม ท่านชำนาญวิชาคชสาร ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้  รวมทั้งฟันหาสมุนไพรในป่า ฯลฯ

 ในฐานะเครื่องรางของขลัง ก็ถือว่า มีดหมอ เป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอดเพราะ ใช้ป้องกันคุณไสย กำบังศัตรู ขับไล่ภูตผีปีศาจ ป้องกันอสรพิษเขี้ยวงา ได้เป็นอย่างดี  เรียกว่าใช้ได้สารพัดสรรพคุณ

 เชื่อกันว่า มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ยังมีอานุภาพพุทธคุณทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี รวมทั้งสามารถเสริมสร้างบารมี เป็นมหามงคลแก่ผู้ที่มีไว้สักการบูชาอีกด้วย

 สรุปก็คือ มีดหมอหลวงพ่อเดิม มีคุณวิเศษ ครอบจักรวาล เป็น มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ใช้ได้ทุกด้านเลยทีเดียว

 การปลุกเสกมีดหมอ ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เมื่อช่างตีด้ามมีด และปลอกมีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อเดิมจะ บรรจุแผ่นโลหะชิ้นเล็กๆ ที่ได้ลงเหล็กจารอักขระยันต์ต่างๆ ไว้แล้ว หรือแผ่นตะกรุด รวมทั้งผงวิเศษ และเส้นผมของท่าน เข้าไปในแกนกลางของด้ามมีด จากนั้นจึงให้ช่างตีเข้าด้ามให้แน่น แล้วรวบรวมมีดหมอทั้งหมดที่ช่างสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้หลวงพ่อปลุกเสกพร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

 คุณวิเศษใน"มีดหมอ"หรือ มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ผ่านการบรรจุวัตถุธาตุมงคล คาถาอาคม ที่ลงไว้ กับพลังปราณอันบริสุทธิ์ของหลวงพ่อเดิม ทำให้มีดหมอของท่านมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง นับเป็นวัตถุมงคลชนิดเครื่องรางของขลัง ตระกูล "มีดหมอ" อันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่โด่งดังมานานปี

 ในระยะหลัง ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเดิม มีมากขึ้น ความต้องการ มีดหมอ ก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้ท่านต้องปลุกเสกให้คราวละมากๆ โดยไม่ได้บรรจุแผ่นทอง ตะกรุด ผงวิเศษ หรือเสันผม เอาไว้เหมือนกับ มีดหมอรุ่นแรกๆ แต่หลวงพ่อเดิม ได้ให้ตอก อักขระยันต์ ที่ปลอกรัดด้ามมีดแทนแล้ว จากนั้นหลวงพ่อจะปลุกเสกให้ เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

 การพิจารณา มีดหมอหลวงพ่อเดิมของแท้  ก่อนอื่นจะต้องพิจารณา ความเก่า ชนิดของเหล็กใบมีด ความเก่าของด้ามงา ฝักไม้ แผ่นรัดด้าม และปลอกมีด ส่วนใหญ่ ปลอกมีดจะเป็นแผ่นเงิน   มีจำนวนน้อยที่เป็น แผ่นนาก หรือ สามกษัตริย์

 อันดับต่อมาต้องพิจารณาที่ สีของใบมีด จะต้องมีความเก่า ออกขาวอมเหลืองเล็กน้อย ไม่ขาวมันวาวเหมือนของใหม่ และเนื่องจากคนสมัยก่อนส่วนใหญ่มักจะใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมในงานต่างๆ ประเภทมีดอเนกประสงค์ ใบมีด จึงมักจะขึ้นสนิม มีสนิมกัดกร่อน มีรูพรุนเล็กๆ มีสนิมขุมเกิดเองตามธรรมชาติ และแผ่กระจายตัวทั่วไป จะไม่มีความเรียบร้อย ราบเรียบสวยงามมันวาวแต่ประการใด

 นอกจากนี้ มีดหมอของปลอม  บางด้ามจะสร้างภาพให้ดูเหมือนกับเป็นของเก่า โดยเอาน้ำยาเคมีมากัดใบมีดให้เกิดเป็นสนิม เป็นปื้นใหญ่ๆ หรือเป็นด่างๆ โดยเจตนาทำขึ้น รอยด่างหรือสนิม จึงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนกับของแท้  หากพิจารณาบ่อยๆ และนำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 ในส่วนของ ลวดลาย ที่แกะสลักบนใบมีด และด้ามมีดนั้น ของแท้ จะเป็นการแกะลายเส้นทีละน้อย และใช้วิธีการ ตอกลาย บนใบมีด  ส่วน ของปลอมของเลียนแบบ มักใช้วิธีเจียรลายติดกันเป็นพืดๆ ของแท้จะมีความละเอียด อ่อนช้อย งดงามประณีตมาก คราวนี้มาถึงเรื่อง งาช้าง ที่เอามาทำด้ามมีด จะมีความฉ่ำ ผิวงามันใส มีโทนสีอ่อนแก่ ขึ้นกับงาช้างที่นำมาทำ และจะมี ความเก่า เป็นธรรมชาติมาก ของเลียนแบบทำใหม่ งาช้างจะไม่ฉ่ำ ดูด้านๆ และเนื้องาจะสดใสดูเป็นงาใหม่

 ขณะเดียวกัน ฝีมือช่างแกะ ก็เป็นส่วนสำคัญ คนที่ชำนาญในการดู มีดหมอหลวงพ่อเดิม จะบอกได้เลยว่า มีดหมอด้าม ไหน เป็นฝีมือช่างคนไหน ชื่ออะไร เพราะช่างที่แกะสลักแต่ละคนจะมีฝีมือที่แตกต่างกัน ลายแกะ น้ำหนักมือที่แกะสลักจะหนักเบาไม่เท่ากัน  ช่างแต่ละคนจะรู้การตอกลายบนใบมีด ลายถักของวงรัดด้ามมีด และปลอกมีด ไม่เหมือนกันทั้งหมด จุดนี้ก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณา มีดหมอของแท้ ได้เช่นกัน

  มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นับเป็นวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ที่น่าสนใจมาก นอกจากเป็นวัตถุโบราณที่มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธคุณครอบจักรวาล  ยังถือได้ว่าเป็น งานศิลปะชั้นสูง ที่เกิดมาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เป็นคนไทยแท้ๆ มาแต่โบราณกาล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538682296&Ntype=40


ความเห็นที่: 27 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:52 น.
มีดควาญช้าง หลวงพ่อเดิม

ความเห็นที่: 28 ตอบโดย: iba เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:53 น.
รออ่านต่อครับ น้าโจร นี่กะจะออกไปหาไรกิน ไม่ออกละ รออ่านก่อน เอิ้กๆๆๆ

ความเห็นที่: 29 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:53 น.
มีดหมอปากกา หลวงพ่อเดิม

ความเห็นที่: 30 ตอบโดย: utd เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 12:55 น.

น้า iba  มีดหลวงพ่อจ้อยน่าบูชามากจริงๆครับ  

ที่ผมบอกว่ามีน่าจะบูชาติดตัว เพราะถ้าเป็นวัสดุประกอบมีดเป็นงา อาจจะแห้งแตกชำรุดได้เร็วขึ้นเนื่องจากตากแดดในรถตลอดเวลาครับ  หรือถ้าการเข้ามเป็นครั่งก็อาจมีผลเช่นกัน  (ความิดเห็นส่วนตัว)

และถ้าเป็นคนสวมสร้อยติดตัวทุกวัน จะลองออกแบบ ตลับใส่มีดแล้วแขวนกับสร้อยพระก็ได้นะครับ

สวยดี

888888888888888

เล่มประจำตัวครับ


ความเห็นที่: 31 ตอบโดย: iba เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:02 น.

ขอบคุณ น้า utd มากครับ สำหรับความรู้

สิ้นเดือนมีมีดหมอเล่มนึง ขนาดยาวประมาณ5-6นิ้ว

ถ้ายังไง ผมจะถ่ายภาพมาให้ชมครับ

น้าโจร ต่อเลยครับ รอชม และ รออ่าน ครับผม

เอ้า ขอตัวนะครับ แม่คุณโทรหา เด๋วเย็นๆๆแวะมาอ่านต่อครับ


ความเห็นที่: 32 ตอบโดย: jenwit เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:12 น.

ข้อมูลดีดีทั้งนั้นครับ ขอบคุณครับ


ความเห็นที่: 33 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:12 น.
หลวงพ่อเดิมท่านได้ ศึกษาวิชามีดหมอมาจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี นครสวรรค์ ต่อมาท่านก็ได้สร้างมีดหมอขึ้นมา และการสร้างมีดในยุคแรกนั้นท่านก็ได้สร้างมีดเล่มใหญ่ให้แก่ควาญช้างของท่าน ซึ่งมีขนาดทั้งด้ามทั้งฝักยาวประมาณหนึ่งศอก ในสมัยต่อมามักเรียกกันว่ามีดควาญช้างหลวงพ่อเดิม ต่อมาท่านก็ได้ทำมีดให้มีขนาดเล็กลง ขนาดพอพกได้พอดีจนมาถึงมีดขนาดเล็ก พกใส่กระเป๋าเสื้อได้ในที่สุด

ว่ากันว่าเนื้อเหล็กที่นำมาใช้ตีเป็น มีดนั้นจะมีส่วนผสมประกอบด้วยตะปูสังขวานร ซึ่งเป็นตะปูในสมัยโบราณที่ใช้ยึดเครื่องไม้ในพระอุโบสถแทนตะปู ตะปูโลงผีที่สัปเหร่อเผาแล้วเก็บไว้ บาตรแตกชำรุด และเหล็กน้ำพี้ นำมาเป็นส่วนผสมใช้ทำมีดหมอ สำหรับช่างที่ตีมีดหมอของหลวงพ่อเดิมนั้น เท่าที่พบจะเป็นฝีมือช่างฉิม ช่างไข่ และช่างสอน ซึ่งแต่ละช่างจะมีเอกลักษณ์ของตัวมีดของตนเองต่างกันไป เมื่อช่างทำใบมีดเสร็จแล้ว ก็จะส่งต่อให้ช่างทำด้ามและฝักทำต่อ ส่วนที่เป็นตัวด้าม ถ้าเป็นมีดเล่มใหญ่จะมีด้ามเป็นงา และฝักเป็นไม้คูน ส่วนเล่มเล็กก็จะมีด้ามเป็นงาและฝักเป็นงา จากนั้นก็ส่งต่อไปให้ช่างทำเงินทำที่รัดปลอกมีดและด้ามมีด ช่างจะทำเงิน ทองหรือนากตามที่กำหนด โดยส่วนมากจะเป็นเงินเพียงอย่างเดียว

เมื่อ ทุกอย่างเสร็จก็จะนำมาประกอบที่วัดหนองโพ โดยหลวงพ่อเดิมจะทำผงอิทธิเจไว้ให้ ผสมกับเส้นเกศาของหลวงพ่อที่ปลงในวันขึ้น 15 ค่ำ และแผ่นตะกรุด ซึ่งเป็นเงิน ทอง นาก เป็นแผ่นเล็กๆ ลงอักขระ ตัดพอดีกับตัวกั้นของมีด บรรจุลงไปในด้ามมีดอุดด้วยครั่งจนแน่น หลังจากนั้นหลวงพ่อเดิม จึงนำมีดไปปลุกเสกอีกทีหนึ่ง

พุทธคุณมีดหมอของหลวงพ่อเดิมนั้นดีใน ทุกๆ เรื่อง เช่น เป็นมหาอุดอยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ป้องกันเขี้ยวงา ป้องกันคุณไสย การกระทำย่ำยี ป้องกันภูตผีปีศาจร้ายได้ มีผู้เคยมีประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้มามากมาย วิธีอาราธนามีดหมอของหลวงพ่อเดิมเวลาจะไปไหนมาไหนให้ระลึกถึงหลวงพ่อเดิม แล้วว่า "พระพุทธังรักษา พระธรรมมังรักษา พระสังฆังรักษา ศัตรูมาบีฑาวินาศสันติ" เท่านี้ก็พอครับ ส่วนคาถากำกับมีดหมอของหลวงพ่อเดิมนั้นมีดังนี้" สักกัสสะ วชิราวุทธัง เวสสุวันนะสะคะธาวุทธัง อาฬาวะกะธุสาวุทธัง ยะมะสะนัยนาวุทธัง ณารายยะสะจักกะราวุทธัง ปัญจะอาวุทธานัง เอเตสังอานุภา...ะ ปัญจะอาวุทธานัง ภัคคะภัคขา วิจุณนัง วิจุณนาโลมังมาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุทหิ โอกาเสติฐาหิ"

ส่วนข้อห้ามประจำมีดหมอของหลวงพ่อเดิม นั้น คือ ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นอกจากจะป้องกันตัวเท่านั้น ห้ามนำมีดของท่านไปใช้ในทางที่ผิด เช่น รังแกคนอื่น อย่าเป็นชู้กับเมียคนอื่น ถ้าไม่จำเป็นอย่าให้สตรีที่มีรอบเดือนถูกมีดหมอของหลวงพ่อเดิม

ใน ปัจจุบันมีดหมอของหลวงพ่อเดิมแท้ๆ นั้นหายากมาก มีบางคนหัวใสนำมีดหมอแท้ๆ ของหลวงพ่อเล่มเดียว แยกตัวมีดออกแล้วทำฝักและด้ามใหม่ ส่วนตัวฝักและด้ามของแท้นำใบมีดของใหม่มาประกอบ ทำให้มีดเล่มเดียวแต่แยกขายได้ถึงสองเล่มครับ มีคนเคยโดนมาแล้ว ปัจจุบันมีดหมอหลวงพ่อเดิมแท้ๆ นั้นมีสนนราคาแพงมากและหายากมาก

ความเห็นที่: 34 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:14 น.
หลวงพ่อเดิม ท่านได้เริ่มสร้าง มีดหมอ มาตั้งแต่ปี 2456 บ้างก็ว่า สร้างราวๆ ปี 2460 ก็แล้วแต่ตำราแต่ละเล่มที่ค้นคว้าหาหลักฐานมาได้  คงไม่ได้ต่างกันมากนัก

 ใน ช่วงสมัยแรกๆนั้น ศิษย์แต่ละคนต่างว่าจ้างช่างทำกันเอง แล้วเอามาให้หลวงพ่อลงจารอักขระ และปลุกเสกให้  ต่อมามีคนสนใจมากขึ้น ทางวัดก็ได้ได้จ้างช่างชาวอำเภอพยุหะคีรี ให้ตีมีดส่งวัดโดยตรง

 ช่าง ตีมีดมีหลายคน อาทิ ช่างไข่ ช่างฉิม ช่างสอน ช่างแม้น โดยจะเน้นแกะสลักใบมีด เป็นลายต่างๆ เช่น ลายเทพพนม ลายนาคเกี้ยว ลายน่องสิงห์  ลายกระหนกผีเสื้อ และ ลายเสมาใบโพธิ์  มีดหมอหลวงพ่อเดิม ที่ท่านสร้างนั้น ได้ออกแบบใช้งานอื่นด้วย สำหรับชาวบ้านในยุคนั้น คือ มีดใหญ่ใช้ควาญช้าง บังคับช้างให้เชื่องเพราะ ว่ากันว่า หลวงพ่อเดิม ท่านชำนาญวิชาคชสาร ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้  รวมทั้งฟันหาสมุนไพรในป่า ฯลฯ

 ในฐานะเครื่องรางของขลัง ก็ถือว่า มีดหมอ เป็นวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ชั้นยอด เพราะ ใช้ป้องกันคุณไสย กำบังศัตรู ขับไล่ภูตผีปีศาจ ป้องกันอสรพิษเขี้ยวงา ได้เป็นอย่างดี  เรียกว่าใช้ได้สารพัดสรรพคุณ

 เชื่อกันว่า มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ยังมีอานุภาพพุทธคุณทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี รวมทั้งสามารถเสริมสร้างบารมี เป็นมหามงคลแก่ผู้ที่มีไว้สักการบูชาอีกด้วย

 สรุป ก็คือ มีดหมอหลวงพ่อเดิมมีคุณวิเศษ ครอบจักรวาล เป็น มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ใช้ได้ทุกด้านเลยทีเดียว

 การ ปลุกเสกมีดหมอ ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เมื่อช่างตีด้ามมีด และปลอกมีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อเดิมจะ บรรจุแผ่นโลหะชิ้นเล็กๆ ที่ได้ลงเหล็กจารอักขระยันต์ต่างๆ ไว้แล้ว หรือแผ่นตะกรุด รวมทั้งผงวิเศษ และเส้นผมของท่าน เข้าไปในแกนกลางของด้ามมีด จากนั้นจึงให้ช่างตีเข้าด้ามให้แน่น แล้วรวบรวมมีดหมอทั้งหมดที่ช่างสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้หลวงพ่อปลุกเสกพร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

 คุณวิเศษในมีดหมอ หรือ มีดเทพศาสตราวุธ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ ที่ผ่านการบรรจุวัตถุธาตุมงคล คาถาอาคม ที่ลงไว้ กับพลังปราณอันบริสุทธิ์ของหลวงพ่อเดิม ทำให้มีดหมอของท่านมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง นับเป็นวัตถุมงคลชนิดเครื่องรางของขลัง ตระกูล "มีดหมอ" อันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่โด่งดังมานานปี

 ในระยะหลัง ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเดิม มีมากขึ้น ความต้องการ มีดหมอ ก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้ท่านต้องปลุกเสกให้คราวละมากๆ โดยไม่ได้บรรจุแผ่นทอง ตะกรุด ผงวิเศษ หรือเสันผม เอาไว้เหมือนกับ มีดหมอรุ่นแรกๆ แต่หลวงพ่อเดิม ได้ให้ตอก อักขระยันต์ ที่ปลอกรัดด้ามมีดแทนแล้ว จากนั้นหลวงพ่อจะปลุกเสกให้ เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

 การพิจารณา มีดหมอหลวงพ่อเดิมของ แท้  ก่อนอื่นจะต้องพิจารณา ความเก่า ชนิดของเหล็กใบมีด ความเก่าของด้ามงา ฝักไม้ แผ่นรัดด้าม และปลอกมีด ส่วนใหญ่ ปลอกมีดจะเป็นแผ่นเงิน   มีจำนวนน้อยที่เป็น แผ่นนาก หรือ สามกษัตริย์

 อันดับต่อมาต้อง พิจารณาที่ สีของใบมีด จะต้องมีความเก่า ออกขาวอมเหลืองเล็กน้อย ไม่ขาวมันวาวเหมือนของใหม่ และเนื่องจากคนสมัยก่อนส่วนใหญ่มักจะใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมในงานต่างๆ ประเภทมีดอเนกประสงค์ ใบมีด จึงมักจะขึ้นสนิม มีสนิมกัดกร่อน มีรูพรุนเล็กๆ มีสนิมขุมเกิดเองตามธรรมชาติ และแผ่กระจายตัวทั่วไป จะไม่มีความเรียบร้อย ราบเรียบสวยงามมันวาวแต่ประการใด

 นอกจากนี้ มีดหมอของ ปลอม  บางด้ามจะสร้างภาพให้ดูเหมือนกับเป็นของเก่า โดยเอาน้ำยาเคมีมากัดใบมีดให้เกิดเป็นสนิม เป็นปื้นใหญ่ๆ หรือเป็นด่างๆ โดยเจตนาทำขึ้น รอยด่างหรือสนิม จึงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนกับของแท้  หากพิจารณาบ่อยๆ และนำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 ใน ส่วนของ ลวดลาย ที่แกะสลักบนใบมีด และด้ามมีดนั้น ของแท้ จะเป็นการแกะลายเส้นทีละน้อย และใช้วิธีการ ตอกลาย บนใบมีด  ส่วน ของปลอมของเลียนแบบ มักใช้วิธีเจียรลายติดกันเป็นพืดๆ ของแท้จะมีความละเอียด อ่อนช้อย งดงามประณีตมาก

 คราวนี้มาถึงเรื่อง งาช้าง ที่เอามาทำด้ามมีด จะมีความฉ่ำ ผิวงามันใส มีโทนสีอ่อนแก่ ขึ้นกับงาช้างที่นำมาทำ และจะมี ความเก่า เป็นธรรมชาติมาก ของเลียนแบบทำใหม่ งาช้างจะไม่ฉ่ำ ดูด้านๆ และเนื้องาจะสดใสดูเป็นงาใหม่

 ขณะ เดียวกัน ฝีมือช่างแกะ ก็เป็นส่วนสำคัญ คนที่ชำนาญในการดู มีดหมอหลวงพ่อเดิม จะบอกได้เลยว่า มีดหมอด้าม ไหน เป็นฝีมือช่างคนไหน ชื่ออะไร เพราะช่างที่แกะสลักแต่ละคนจะมีฝีมือที่แตกต่างกัน ลายแกะ น้ำหนักมือที่แกะสลักจะหนักเบาไม่เท่ากัน  ช่างแต่ละคนจะรู้การตอกลายบนใบมีด ลายถักของวงรัดด้ามมีด และปลอกมีด ไม่เหมือนกันทั้งหมด จุดนี้ก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณา มีดหมอของแท้ ได้เช่นกัน

  มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นับเป็นวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ที่น่าสนใจมาก นอกจากเป็นวัตถุโบราณที่มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ มีพุทธคุณครอบจักรวาล  ยังถือได้ว่าเป็น งานศิลปะชั้นสูง ที่เกิดมาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เป็นคนไทยแท้ๆ มาแต่โบราณกาล

ความเห็นที่: 35 ตอบโดย: trirath1234 เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:18 น.
เข้ามาศึกษาด้วยครับ

ความเห็นที่: 36 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 13:42 น.

พอจะทราบได้ว่าสมัยก่อน มีภัยจากโจรขโมยเยอะ คนเล่นไสยศาสตร์เยอะ
สัตว์ร้ายเช่น เสือ ****เข้ เยอะ การเดินทางในป่าของพระ-ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย บ้างก็ว่ายข้ามห้วยถูก****เข้งาบไปบ้าง
บ้างไปธุดง เจอคนเล่นของ เล่นคุณไสย จนถึงมรณภาพไปก็มี

แถมโจรเยอะ สมัยนั้นถึงจะมีปืนแล้ว
แต่ก็ยังมีใช้แก่เฉพาะกลุ่มเท่านั้นแถมปืนมีราคาแพง
โจรบางพวกยังใช้ดาบในการเข้า จี้ปล้นอยู่บ้าง
บ้านยายยังมีมีดที่บรรพบุรุษผม ใช้แทงโจรหน้าบ้าน ด้วย

ครูบาอาจารย์ หลายท่านในยุคนั้น แถบนั้นๆท่านจึงเมตตาดำริสร้างมีดหมอขึ้นมา ลองอ่านดูนะครับ ผมไปสืบค้นมา ให้พิจารณากันดู

-มีดของท่านก่อนใช้อย่างน้อยใหเอาราธณา พระพุทธคุณและหลวงพ่อก่อน
แล้วสวดคาถา

"สักกัสสะวชิราวุธธัง เวสสุวัณนะสะคะธาวุธธัง อาฬาวะกะสะธุสาวุธธัง ยะมะสะนัยนาวุธธัง นารายยะสะจักกะราวุธธัง ปัญจะอาวุทธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธานัง ภัคคะภัคขา วิจุณนัง วิจุณาโลมังมาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ"


-ชักมีดออกจากฝัก ขนาดเมล็ดข้าวสารเป็น ณจังงังครับ

-ชักออกครึ่งนึง ป้องกันภัยอัตราย


อิทธิคุณ และวิธีใช้มีดหมอเทพศาตราวุธ หลวงพ่อเดิม

(1)...ป้องกันคุณไสยเวลาติดตัวอยู่ไม่ต้องกลัวใครกระทำย่ำยีแต่อย่างใด

(2)...ป้องกันตัวเองจากศัตรูหมู่รัาย เป็นมหาอำนาจ เป็นเมตตา เป็นแคล้วคลาด เป็นมหาอุตม์

(3)...ขับภูตผีปีศาจที่เข้าคนธรรดา หรือมีผู้ปล่อยมาให้เข้าสิง
(มีเคส นึงใช้มีดกดที่หัวโดยไม่ต้องชักมีดออกจากปลอกแล้วผีก็ออกจากร่าง ชักมีดออกอาจเป็นการทำร้ายผีมากเกินไปรวมทั้งคนถูกสิงด้วย)

(4)...อารธนาทำน้ำมนต์แก้คุณไสย หรือแก้เสนียดจังไรต่างๆ ตลอดจนฝันร้ายได้

(5)...แก้อาถรรพณ์ความคงกระพันต่างๆ แม้จะสักยันต์ใดหรือกินว่าน หรือมีของดีตามธรรมชาติ เมื่อโดนมีดหมอของหลวงพ่อจะคลายเหนียวทุกทีไป นักเลงสมัยก่อนกลัวมีดหมอของหลวงพ่อกันนัก เพราะถูกทีไรเป็นเปื่อยยุ่ยไม่คงทน

(6)...ด้ามงานั้นอารธนาฝนกับฝาละมีหม้อดิน ด้วยน้ำล้างใบมีดจะแก้พิษสัตว์กัดต่อยได้ ทาบริเวณที่ถูกสัตว์กัดต่อย

(7)...ป้องกันอสรพิษ สัตว์มีพิษ ทั้งหลาย เมื่อมีมีดหมอของหลวงพ่อติดตัว ตลอดจนเขี้ยวงาต่างๆ

(8)...มีดหมอหลวงพ่อไม่ทำอันตรายกับผู้ที่มีมีดหมอเหมือนกัน เป็นการป้องกันการที่ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันทำร้ายกัน

(9)...บูชาไว้กับบ้านป้องกันอัคคีภัย และโจรภัย อารธนาแล้วมีอันตรายจะรู้ตัวก่อนทุกทีไป

(10)...เมื่อไปต่างถิ่นหรือต่างบ้าน หรือนอนกลางดินกลางทรายในป่า ให้เอาปลายมีดของหลวงพ่อกล่าวขอขมาแม่พระธรณี แล้วขีดวางลงไปเป็นรูปเหลี่ยมหรือรูปวงกลมรอบๆตัวของผู้ที่พักนอน มดและสัตว์จะไม่มาใกล้ รวมทั้งกันภูตผีปีศาจด้วย

(11)...เมื่อจะไปทางน้ำกลัวอันตรายจากสัตว์เช่น จรเข้ หรือสัตว์ร้ายอื่นๆ เช่นผีพราย ปลาไหลไฟฟ้า ให้ชักมีดออกจากฝักคาบไว้ในปากเวลาข้ามน้ำ หรือคาบทั้งฝักก็ได้ หรือเอามีดโบกน้ำนำหน้าไปจะปลอดภัย

(12)...เมื่อฝีร้ายอาการกลัดหนอง ปวดร้าว
ทรมาน หรือเพิ่งเริ่มเป็นให้ใช้มีดหมอของหลวงพ่อ เอาทางปลายแหลมวนเบาๆ เป็นวงกลมรอบๆหัวฝีระลึกถึงหลวงพ่อแล้วเป่าลมกำกับด้วย // ถ้าเพิ่งเริ่มเป็นจะยุบหาย ถ้าเป็นมากกลัดหนอง ให้วนด้วยปลายมีดแล้วยกมีดหมอเหนือหัวฝีกลั้นใจทำการผ่าหัวฝีบนอากาศเหนือ ผิวหนัง กรีดอากาศไปมาสลับกันแล้วเป่าลมระลึกถึงหลวงพ่อ ฝีจะแตกภายใน 3 วันและไม่เป็นพิษแต่อย่างไร

(13)...เมื่อไปต่างถิ่นจะไปกินอาหารแต่ไม่แน่ใจว่าจะมีพิษหรือไม่ ให้เอาด้ามมีดหมอของหลวงพ่อจุ่มลงไปในอาหารเสียก่อน เป็นการป้องก้น ถ้างามีสีดำอย่ากิน // ในกรณีที่กินเข้าไปแล้วมีอาการแสลง ให้นำมีดหมอของหลวงพ่อออกจาฝัก อารธนาถึงหลวงพ่อแกว่งลงไปในขันน้ำ แก้วน้ำ หรือภาชนะอื่นใด ใส่น้ำดื่มกินเข้าไปจะแก้ยาเบื่อ ยาสั่งได้ ถ้าเป็นยาพิษจะลดกำลังลงพอหาหมอแก้ไขได้ทันที

(14)...เมื่อถูกคุณ(ลมเพลมพัด) เรียกว่าปล่อยมาตามอากาศ ทำให้มีอาการบวมตามตัว เป็นลูกๆ เดี๋ยวบวมที่โน่น เดี๋ยวบวมที่นี่ ให้เอามีดหมอหลวงพ่ออารธนาทำน้ำมนต์ระลึกถึงบารมีของหลวงพ่อกินเข้าไป // แล้วจึงเอามีดหมอออกจากฝัก ไล่ก้อนที่บวมนั้นตั้งแต่บริเวณต้นที่บวมถ้าเป็นคุณที่ถูกปล่อยมาก้อนบวมนัน จะเคลื่อนหนีปลายมีดหลวงพ่อเดิม ให้ไล่ปลายมีดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปสุดที่ปลายมือ หรือปลายเท้า จะออกไป แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ใช่คุณที่เขาปล่อยมาแน่ // แต่เป็นบวมธรรดา ไม่ช้าก็บรรเทา  

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=8891


ความเห็นที่: 37 ตอบโดย: zemon เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 14:03 น.
โอโหน้าโจร นึกว่าจะเก็บแต่ วิค ถึงว่าทำไมมักจะมีสเน่ห์กับเพศตรงข้าม        เบื้องลึกสงสัยจะมีของดี     

ความเห็นที่: 38 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 15:03 น.

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก้อต้องเอาด้วยกล

ไม่ได้ด้วยมนต์ ก้อต้องคาถา

....ซะแล้วอะ น้าซี๋ม่อง


ความเห็นที่: 39 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 15:46 น.

.....(ในกรณีนี้ ต้องเป็นมีดหมอของหลวงพ่ออย่างแท้จริง ถ้าไม่แท้ก็จบแห่กัน เพราะไม่มีอานุภาพ

ก่อนใช้มีดหมอของหลวงพ่อ ควรใช้คาถาอาวุธ 5 ประการ ทุกครั้งกำกับด้วย)

@ สักกัสสะวชิราวุทธัง เวสสุวันนะสะคะธาวุทธัง อาฬาวะกะสะธุสาวุทธัง ยะมะสะนัยนาวุทธัง ณารายยะสะจักกะราวุทธัง ปัญจอาวุทธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธานังภัคคะภัคขา วิจุณนัง วิจุณาโลมมังมาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ @

ซึ่งพระคาถานี้รวมอาวุธห้าประการที่ถือว่ามีอิทธิฤทธิ์ คือ

1.วชิราวุธ....อาวุธประจำกายพระอินทร์ ที่ปราบมารร้ายและอสูร

2.ไม้เท้า (กระบอง) ที่ยันกายขององค์ท้าวเวสสุวรรณ อันเป็นเจ้าแห่งภูตผีทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผีอะไรต้องเกรงกลัวท่านท้าวเวสสุวรรณทั้งนั้น

3.ผ้าแดงของอาฬาวะกะยักษ์ ที่พ่ายแพ้แก่บารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผ้าแดงนี้เป็นอาวุธที่ร้ายแรงตามที่โบราณกล่าวว่า ถ้าผ้าผืนนี้ตกลงพื้นพิภพแห่งใด จะไหม้เป็นจุณและปลูกอะไรไม่ขึ้นไปจนตลอดกาล

4.นัยน์เนตร ของท่านพญายมราช ที่เพ่งแล้วภูตผีทั้งหลายจะมอดไหม้ไปเป็นมหาจุล

5.กงจักร ของพระนารายณ์ ตามลัทธิพราหมณ์ถือว่ากงจักรของพระนารายณ์นี้ปราบได้ทั้งสวรรค์ อสูร และใต้บาดาล มีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือคณานับ

เมื่อหลวงพ่อได้อัญเชิญความศักดิ์สิทธิ์ของ อาวุธทั้ง 5 ประการ ด้วยอำนาจอาคมและไสยวิธีมาสถิตย์ในมีดหมอของหลวงพ่อก็ย่อมวางใจได้ว่า ต้องทรงอำนาจในทางการปราบมารร้าย ภูติผีปีศาจอำนาจฝ่ายต่ำ การกระทำย่ำยี และป้องกันอันตรายจากมนุษย์และสัตว์โลกได้อีกด้วย เล่มนี้ตอกลายไม่เหมือนใครตรงที่โคนมีด ตอกเป็นลายนัยนาวุทธัง หรือดวงตาพญายมราช ซึ่งเป็นหนึ่งในคาถาอาวุธ 5 ประการ ที่หลวงพ่อเดิมปลุกเสกลงอาคมที่มีดหมอทุกเล่ม ผีโป่ง ผีป่า ผีเจ้าที่ ผีตายโหง ผีดุร้ายทั้งหลายทั่วทุกสารทิศ มิอาจทนทานต่ออำนาจพระเวทย์ที่บรรจุลงคาถาเอาไว้ในมีดหมอหลงพ่อเดิมทุกเล่ม แค่เดินเฉียดเข้าใกล้รัสมีก็กระเจิงหายไปภายในพริบตาเดียวครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.krusiam.com/shop/narasuonprakruang/product/detail.asp?ProductID=P0123905


ความเห็นที่: 40 ตอบโดย: อ๊อด ดอนแก้ว เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 16:20 น.
ขอบคุณมากครับน้า ผมมีมีดหมออยู่เล่มหนึ่ง เดี๋ยวจะถ่ายภาพมาให้ดูครับ

ความเห็นที่: 41 ตอบโดย: Paohaha เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 16:30 น.
ขอบคุณหลายเลยครับน้าโจร สำหรับความรู้ดี

ความเห็นที่: 42 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 16:56 น.

ดวงตาพญายมราช


ความเห็นที่: 43 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 17:08 น.

มีดหมอ

เหตุใดทำไมจึงเรียกว่า "มีดหมอ" ทั้ง ๆ ที่หมอไม่ได้มาเกี่ยวข้องสักหน่อย ผู้ที่สร้างมีดหมอมักจะเป็นพระเกจิฯ ที่มีวิชาอาคมต่างหาก ก็ตามประสาคนช่างสงสัยนั่นแหละครับ เมื่ออยากรู้ก็ต้องถามคนที่รู้งานนนี้แน่นอนครับผมต้องไปถามเซียนพระ ทำไมจึงเรียกมีดที่กระเกจิฯ สร้างขึ้นมาว่ามีหมอ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วน่าจะเรียกว่า "มีดพระ" จึงจะเหมาะสม คำตอบที่ออกมาจากปากของเซียนพระก็คือ....."มันเกิดจากการสันนิษฐานหลายด้าน .....(ประการแรกคือ หากเรียกว่ามีดพระ ก็จะกลายเป็นว่าพระนั้นสร้างศาสตรวุธ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง พระท่านมิใช่นักรบ แต่พระเป็นสาวกขององค์พระศาสดา มีหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นทุกข์).....(ประการต่อมาก็คือ สมัยก่อนนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับผีเข้า หรือถูกคุณไสย มักจะมีให้เห็นกันอยู่เนือง ๆ ผู้ที่จะปราบหรือขับไล่ภูติผีปิศาจ มีคนอยู่สองกลุ่มด้วยกัน).....(กลุ่มแรกคือพระเกจิฯ ที่เรืองเวทย์ มีวิชาอาคม).....(กับอีกกลุ่มหนึ่งคือพวกหมอผี โดยเครื่องมือที่ใช้ในการสยบวิญญาณความชั่วร้าย จะเป็นพวกมีดที่พระเกจิฯ ทำขึ้นเสียเป็นส่วนมาก) ดังนั้นการเรียกชื่อจึงมักเรียกว่า (มีดหมอ) จนติดปาก"

พอได้รับฟังคำอธิบายก็ถึงบางอ้อขึ้นมาทันที อย่างน้อย ๆ เวลาที่สนทนากับใคร เราก็สามารถงัดเอาเรื่องมีดหมอขึ้นมาคุยได้อย่างไม่กระดากปาก ผมจำได้ว่าสมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น ลุงของผมแกชอบเล่นคุณไสยเป็นชีวิตจิตใจ มนต์ดำซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเดียรัจฉานวิชา แกก็อุตส่าห์หอบสังขารไปเรียนถึงจังหวัดสุรินทร์ เรียนกับพระชาวเขมร ซึ่งถือว่ามีความชำนาญทางด้านนี้เป็นพิเศษ ตอนไปอยู่จังหวัดสุรินทร์ลุงเล่าให้ฟังว่าต้องระวังเรื่องอาหาร เพราะในบางครั้งอาจจะโดนยาสั่งก็เป็นได้ ซึ่งยาสั่งนี้หากใครโดนเข้าไปแล้วมีหวัง ไม่ตายก็คางเหลือง สติสตังค์เพี้ยนกลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ ไปเลย ดังนั้นเวลาที่แกจะกินอาหารแต่ละมื้อ แกจะต้องใช้มีดหมอของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อาจารย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค) จุ่มลงในอาหารก่อนทานทุกครั้งไป

ผมถามแกว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร แกบอกว่าตอนที่เรียนวิชายาดำ ยาสั่ง แกไปมีเรื่องกับนักเลงต่างถิ่น ซึ่งนักเลงก๊กนี้มันเก่งเรื่องยาสั่งเป็นอย่างมาก ขนาดพระอาจารย์ของลุงผมที่ว่าแน่ ๆ ก็ยังบอกว่าวิชาของ****คน ๆ นี้แก่กล้ามาก ตัวของกูเองก็ยังเอามันไม่อยู่ มึงต้องระวังตัวให้ดี หากทะเล่อทะร่าไปกินยาสั่งของพวกมันเข้า เตรียมต่อโลงรอไว้ได้เลย ทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้มันย่อมต้องมีของคู่กันเสมือนการเรียนผูกย่อมต้องมี การเรียนแก้ เมื่อมียาสั่งก็ย่อมต้องมีสิ่งที่แก้ยาสั่งนั่นก็คือ "มีดหมอ" มีดหมอที่ได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิฯ ที่มีวิชาอาคมสูง ๆ จะแก้คุณไสย ยาดำ ยาสั่งได้จริง ๆ ขั้นตอนก็ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก เพียงนึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์และนึกถึงพระเกจิฯ ที่สร้างมีดหมอขึ้นมา จากนั้นก็นำมีดหมอจุ่มลงไปในอาหารที่ต้องการจะพิสูจน์

ถ้าอาหารนั้นมียาสั่ง ยาดำ มีดหมอจะสำแดงอิทธิฤทธิ์โดยเปลี่ยนสีอาหารจานนั้นให้เป็นสีดำทั้งหมดทั้งจาน ในทันที เรื่องนี้สอดคล้องกับหนังสือชีวประวัติของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่าในขณะที่หลวงพ่อปานกำลังจะฉันภัตตาหาร ที่พวกผีตายโหงปลอมตัวมาถวายนั้น หลวงพ่อปานได้นำมีดหมอของหลวงพ่อสุ่น มาจุ่มลงในอาหารที่ท่านจะฉันเข้าไป ปรากฏว่าอาหารได้กลายเป็นเศษแก้ว หนามอันแหลมคมในบัลดล.....ในจังหวัดสุรินทร์เรื่องราวของคุณไสย ยาสั่ง ยาดำ เป็นเรื่องที่ยังมีอยู่จริง ๆ ดังนั้นการเดินทางไปเยือนสุรินทร์ท่านจะต้องหลีกเลี่ยงการมีเรื่องขัดใจกับ คนในพื้นที่เพราะ ในบางครั้งคนที่ท่านไปมีเรื่องด้วยนั้นเขาอาจจะเล่นกับท่านแบบไม่ยอมเลิก หมอผีรับจ้างทำคุณไสยในจังหวัดสุรินทร์มีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวเขมรไม่ใช่คนไทย

อิทธิฤทธิ์อีกประการหนึ่งของมีดหมอนั้นก็คือ "การสังหารฝ่ายตรงข้ามที่มีวิชาอาคมหรือพวกหนังเหนียว พวกที่สักยันต์ตะกร้อ (อย่างเช่นจอมโจรตี๋ใหญ่) ถ้าจะกล่าวว่าใช้อาคมฆ่าคนที่มีอาคมคงจะได้กระมัง" เชื่อกันว่าสมัยที่เสือขาวจะถูกยิงเป้านั้น (เสือขาวเป็นจอมโจรเจ้าของฉายาขุนโจรร้อยศพ มีประวัติเหี้ยมโหดมากฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กแรกเกิด เสือขาวมีของดีที่อยู่กับตัวคือ "ลูกอมหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา") หลวงพ่อดิ่งได้เตือนเสือขาวว่า "มึงจะต้องตายโหงหากไม่เลิกเป็นโจร" เสือขาวตอนนั้นกำลังทะนงตัว เพราะไม่มีอาวุธใด ๆ ทำอันตรายเสือขาวได้เลย ปืนก็ยิงไม่ออก มีดก็แทงไม่เข้า ความเป็นอมตะของเสือขาวนี้เอง ทำให้เกิดความลำพองใจไม่ฟังคำเตือนของหลวงพ่อดิ่งซึ่งเป็นอาจารย์ของตัวเอง ตำรวจชุดไล่ล่าซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.พจน์ รัตนดิลก จ่าบุญมี แก่นกระโทก จ่าดวง เดชชาติ ได้มาหาหลวงพ่อดิ่งที่วัดบางวัว แล้วถามว่าจริงหรือที่ว่าเสือขาวนั้นหนังเหนียว หลวงพ่อดิ่งบอกว่า "จริง ****ขาวมันหนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้าหรอก แต่มันจะแพ้ดวงของมันเอง อาตมาบอกไม่ได้หรอกว่าจะสังหาร****ขาวได้อย่างไร เพราะมันจะเป็นการผิดศีล"

ตำรวจชุดไล่ล่าลาหลวงพ่อดิ่งกลับ ในขณะนั้นมีตาเถรคนหนึ่งซึ่งรู้จักกับจ่าบุญมีได้มาบอกว่า "ถ้าจะสังหาร****ขาว จะต้องใช้ลูกปืนที่หัวกระสุนทำด้วยใบมีดหมอ มีดหมอต้องเป็นของหลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งหลวงพ่อโศกเป็นพระสหายของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว วิชาอาคมของหลวงพ่อดิ่งที่ลงไว้ หลวงพ่อโศกท่านจะจารแก้ไว้บนใบมีดหมอของท่าน" สมัยก่อนนั้นมีดหมอของหลวงพ่อโศก วัดปาคลองยังพอที่จะหาได้ไม่เหมือนในเวลานี้ ซึ่งหามีดหมอของท่านไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งหาได้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นของแท้หรือเปล่า เพราะของปลอมมีแยะเหลือเกิน ทำได้เหมือนของจริงจนแยกแยะไม่ออก เสือขาวได้ปะทะกับตำรวจชุดไล่ล่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้ง เพราะกระสุนเพียงนัดเดียวมันก็เกินพอที่จะทำให้เสือขาวถึงกับทรุดท้องทะลุ แม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็คางเหลืองสิ้นลายของคำว่า "จอมโจรหนังเหนียว" นับตั้งแต่บัดนั้น เสือขาวถูกพิพากษาโทษให้ประหารชีวิต (ยิงเป้า) ซึ่งกระสุนที่เพชรฆาตใช้สังหารเสือขาว หัวกระสุนทั้งหมดที่ใช้ยิงทำจากใบมีดหมอของหลวงพ่อโศก วัดปากคลองทุกนัด

การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องราง - ของขลังผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า เรื่องวิชาอาคมอำนาจไสยศาสตร์ มันเป็นเรื่องลี้ลับแต่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระไม่น่าเชื่อถือ ผมขอให้เชื่อเถิดว่าอำนาจของเครื่องราง - ของขลังนั้นมีจริง ๆ บางสิ่งบางอย่างเราอย่าไปยึดหลักของวิชาวิทยาศาสตร์มากจนเกินไปนัก เพราะวิทยาศาสตร์มันก็ไม่ใช่วิเศษมาจากไหน หลายต่อหลายครั้งที่หลักการทางวิทยาศาสตร์ ถูกหักล้างกันเองเมื่อความจริงปรากฏขึ้นในภายหลังปรากฏ เรื่องราวของมีดหมอคนในวงการพระเครื่อง ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็น "ของจริง" ต่างยอมรับกันว่ามี อิทธิ์ฤทธิ์จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะพบว่ามีพวกภัยสังคมเป็นจำนวนมาก ทำมีดหมอปลอมขึ้นมาหลอกขายชาวบ้าน ทำให้หลงผิดคิดว่าเป็นของแท้ แต่นำไปใช้ไม่ได้เกิดอิทธิ์ฤทธิ์จริงตามคำกล่าวขวัญถึง เป็นเรื่องที่ไม่มีทางปกป้อง และบทลงโทษตามกฎหมายก็เบาเหลือเกิน สิ่งที่ท่านจะต้องท่องให้ขึ้นใจก็คือ "หากของนั้นดีจริง.....ไม่มีใครหรอกครับเขาจะปล่อยให้หลุดมือไปเป็นของคน อื่น"

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.chaotee.net/board/viewtopic.php?p=229&sid=e50b597328f10d1a88da7283a658f920


ความเห็นที่: 44 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 17:26 น.

มีดหลวงปู่หงษ์

มีดหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว


ความเห็นที่: 45 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 17:27 น.
มีดหลวงพ่อ มี วัดเขาสมอคร ลพบุรี

ความเห็นที่: 46 ตอบโดย: tongrian เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 18:14 น.
นับถือคับแน่นจริง..ทั้งวิชาจีบหญิง..และ..ของมีคม

ความเห็นที่: 47 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 18:35 น.

มีดหมอ "ดีทางป้องกันภูตผีปีศาจ ขับไล่วิญญาณ"

มีดหมอ "ดีทางป้องกันภูตผีปีศาจ ขับไล่วิญญาณ"

         อาวุธในทางไสยศาสตร์ที่เป็นของติดตัวบรรดาท่านเกจิอาจารย์ อีกอย่างหนึ่งคือ มีดหมอ ซึ่งทำสำเร็จด้วยวัสดุประจุอาคมของขลัง เนื้อโลหะที่นำมาใช้ทำมีดหมอนั้น ต้องนำมาจากที่พิเศษอันเป็นสถานที่ ๆ ต้องบุกบั่นไปเอามาด้วยความยากลำบากฝ่าฟันอันตราย มีดหมอนี้ใช้สำหรับปราบภูตผีปีศาจที่มารบกวนมนุษย์ ถือโอกาสสิงสู่ในร่างของคนอ่อนแอ คนมีอายุ หญิงสาว ในการทำพิธีขับไล่วิญญาณร้ายเหล่านี้จะใช้อาคมเสกเป่า ก่อนเมื่อไม่ได้ผลคือวิญญาณนั้นไม่ยอมออกจากร่างและสำแดงฤทธิ์ต่อไป อาจารย์ท่านก็จะใช้มีดหมอเป็นอาวุธ ขั้นสุดท้าย ซึ่งมักจะได้ผลเสมอแทบทุกรายอย่างในเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ได้กล่าวถึง ตำรา การทำมีดหมอ ไว้อย่างละเอียด คัดตอนขุนแผนประกอบพิธีสร้างมีดหมอ ดังต่อไปนี้

                    ครานั้นขุนแผนแสนสนิท                      เรืองฤทธิ์รังสีไม่มีสอง
                    ได้ลูกชายเชี่ยวชาญกุมารทอง               ก็สมปองคิดไว้แต่ไรมา
                    จะจัดแจงตีดาบไว้ปราบศึก                   ตรองตรึกหาเหล็กไว้หนักหนา
                    ได้เสร็จสมอารมณ์ตามตำรา                  ท่านวางไว้ในมหาศาสตราคม
                    เอาเหล็กยอดเจดีย์มหาธาตุ                  ยอดปราสาททวารามาประสม
                    เหล็กขนันผีพลายตายทั้งกลม               เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร
                    หอกสัมฤทธิกริชทองแดงพระแสงหัก      เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด
                    พร้อมเหล็กเบญจพรรณกลเม็ด              เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
                    เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง        เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่
                    ทองคำสัมฤทธิ์นาคอแจ                       เงินที่แท้ชาติเหล็กทองแดงดง
                    เอามาสุมคุมคอยเข้าเป็นแท่ง                เผาให้แดงตีแผ่แช่ยาผง
                    ไว้สามวันซัดเหล็กนั้นเล็กลง                 ยังคงแต่พอลามตามตำรา
                    ซัดเหล็กครบเสร็จถึงเจ็ดครั้ง                 พอกระทั่งฤกษ์เข้าเสาร์สิบห้า
                    ก็ตัดไม้ปลูกศาลขึ้นเพียงตา                  แล้วจัดหาสารพัดเครื่องบัตรพลี
                    เทียนทองติดตั้งเข้าทั้งคู่                      ศีรษะหมูเป็ดไก่ทั้งบายศรี
                    เอาสูบทั้งตั้งไว้ในพิธี                           เอาถ่านที่ต้องอย่างวางในนั้น
                    ช่างเหล็กดีฝีมือลือทั้งกรุง                     ผ้าขาวนุ่งผ้าขาวห่มดูคมสัน
                    วางสายสิญจน์เสกลงเลขยันต์               คนสำคัญคอยดูที่ฤกษ์ราชสีห์
                    ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี                     นายช่างตีรีดรูปให้เรียวปลาย
                    ที่ตรงกลางกว้างงามสามนิ้วกึ่ง                ยาวถึงศอกกำมาหน้าลูกไก่
                    เผาซุบสานแดงแทงตะไบ                     บัดเดี๋ยวใจเกลี้ยงพลันเป็นมันยับ
                    งามดีมิได้มีขนแมวพาด                        เลื่อมปราดเนื้อเขียวดูคมหนับ
                    เลื่อมพรายคล้ายแสงแมลงทับ               เปล่งปลาบวาบวับคล้ายแสงตะวัน
                    ด้ามนั้นทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์                  จารึกยันต์พุทธจักรที่เหล็กกั่น
                    เอาผมพรายร้ายดุประจุพลัน                  แล้วเอาชันกรอกด้ามเสียบัดดล
                    ครั้นเสร็จสรรพจับแกว่งแสงวะวับ            เกิดโกลาฟ้าพยับโพยมหน
                    เสียงอื้ออึงเอิกเกริกได้ฤกษ์บน               ฟ้าคำรณฝนพยับอยู่ครั่นครื้น
                    ฟ้าผ่าเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงโด่งดัง               ขุนแผนจิตฟูให้ชูชื่น
                    ได้นิมิตฟ้าเปรี้ยงดังเสียงปืน                  ให้ชื่อว่าฟ้าฟื้นอันเกรียงไกร
                    ยกขึ้นวางกลางศาลอ่านพระเวท             โดยเดชดาบดิ้นกระเดื่องไหว
                    เห็นประจักษ์ศักดิ์สิทธิ์ฤทธิไกร              ดีใจได้สมอารมณ์ปอง
                    เอาไม้ระงับสรรพยามาทำฝัก                 ประสมผงลงรักให้ผิวผ่อง
                    กาบหุ้มต้นปลายลายจำลอง                  ทำด้วยทองถ้วนบาทชาติบางตะพาน

         การสร้างมีดหมอในยุค ต่อๆมา วัสดุในการสร้าง เช่น โลหะ จากสถานที่ดังกล่าวในเรื่องข้างต้นแล้วหาได้ยาก  พระเกจิอาจารย์จึงได้ใช้เหล็กธรรมดาผสมกับตะปูตอกโลงผีตายโหงบ้าง ตะปูสังขวานร (ตะปูโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา) บ้าง หล่อหลอมและตีเป็นใบมีด ส่วนด้ามมีดนั้น จะนิยมนำงาช้างมาแกะเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปท้าวเวสสุวัณ ฤาษี หรือรูปในวรรณคดีต่าง ๆ

         มีดหมอในรุ่นหลังๆ ต่อมานี้ นิยมเอากัลปังหา เอามาทำด้ามมีด เพราะถือว่า "กัล" ซึ่งหมายถึงการออกเสียงว่า "กัน" เป็นนิมิตโฉลกดี คือป้องกันนั่นเอง แม้แต่กัลปังหาขนาดใหญ่ที่จะนำมาทำด้ามมีดหมอ เพื่อความคงขลังในปัจจุบันก็หาได้ยากยิ่ง

         ตำราการสร้างมีดหมอมีอีกหลายอาจารย์ แต่ตำรับเดิมนั้นน่าจะเป็นของในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งในยุคนั้น ระยะแรก ๆ บรรพบุรุษของไทยเราต้องรบกับข้าศึกอยู่เสมอมิได้ขาดมีดหมอ จึงมีความสำคัญคู่กับประวัติศาสตร์ไทยอีกชั้นหนึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.itti-patihan.com/มีดหมอ-ดีทางป้องกันภูตผีปีศาจ-ขับไล่วิญญาณ.html


ความเห็นที่: 48 ตอบโดย: tongrian เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 18:50 น.

กัปตันสุดหล่อ...อยางงี้แถมเบี้ยแก้อีกนิดนะคับ..  


ความเห็นที่: 49 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 18:55 น.
เดี๋ยวขอถามผู้ดูแลก่อนนะครับ ว่าตั้งกระทู้ได้หรือเปล่าครับน้า 

ความเห็นที่: 50 ตอบโดย: bovy66 เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:10 น.

สุดยอดเลยครับน้าโจรเหมือนได้ลำดับเรื่องราวในอดีตกาลมาให้เยาวชนรุ่นหลังได้รับรู้เป็นแนวทางครับ


ความเห็นที่: 51 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:14 น.
ครับ ขอบคุณครับน้า น้าพกของอาจารย์ใหนอยู่หรือเปล่าครับ  

ความเห็นที่: 52 ตอบโดย: tongrian เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:44 น.

กัปตันคับ..ถ้าไม่มีใครว่า..รบกววกัปตันชวยแนะนํา..หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน...ด้วยนะคับ


ความเห็นที่: 53 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:53 น.
มีดหมอวัดเสมียนนารี

ความเห็นที่: 54 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:55 น.
มีดหมอหลวงเปิ่น รุ่นไหว้ครู ปี 44

ความเห็นที่: 55 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:55 น.
มีดหมอหลวงเปิ่น รุ่นไหว้ครู ปี 44

ความเห็นที่: 56 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:56 น.
มีดหมอหลวงเปิ่น รุ่นไหว้ครู ปี 44

ความเห็นที่: 57 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:59 น.
มีดหมอหลวงปู่หงษ์ จ.เพชรบุรี 

ความเห็นที่: 58 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 19:59 น.
มีดหมอหลวงปู่หงษ์ จ.เพชรบุรี 

ความเห็นที่: 59 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:00 น.
มีดหมอหลวงปู่หงษ์ จ.เพชรบุรี 

ความเห็นที่: 61 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:02 น.
มีดหมอหลวงปู่หงษ์ จ.เพชรบุรี

ความเห็นที่: 62 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:02 น.
มีดหมอ หลวงพ่อเพี้ยน

ความเห็นที่: 63 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:03 น.
มีดหมอหลวงพ่อเพี้ยน

ความเห็นที่: 64 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:03 น.
มีดหมอหลวงพ่อโศก

ความเห็นที่: 65 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:04 น.
มีดหมอหลวงพ่อโศก

ความเห็นที่: 66 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:04 น.
มีดหมอหลวงพ่อโศก

ความเห็นที่: 67 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:05 น.
มีดหมอหลวงพ่อกวย

ความเห็นที่: 68 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:05 น.
มีดหมอหลวงพ่อกวย

ความเห็นที่: 69 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:05 น.
มีดหมอหลวงพ่อกวย

ความเห็นที่: 70 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:06 น.
มีดหมอหลวงพ่อกวย

ความเห็นที่: 71 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:06 น.
มีดหมอหลวงพ่อกวย

ความเห็นที่: 72 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:07 น.
มีดหมอ หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว

ความเห็นที่: 73 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:07 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร

ความเห็นที่: 74 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:08 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร

ความเห็นที่: 75 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:08 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร

ความเห็นที่: 76 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:10 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร โบราณ

ความเห็นที่: 77 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:10 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร โบราณ 

ความเห็นที่: 78 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:11 น.
มีดหมอหลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร โบราณ 

ความเห็นที่: 79 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:11 น.
มีดหมอ หลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู

ความเห็นที่: 80 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:13 น.
มีดหมอ หลวงพ่อมี วัดเขาสมอคร

ความเห็นที่: 81 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:13 น.
มีดหมอ หลวงพ่อมี วัดเขาสมอคร 

ความเห็นที่: 82 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:13 น.
มีดหมอหลวงพ่อรวย อยุธยา

ความเห็นที่: 83 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:14 น.
มีดหมอหลวงพ่อรวย อยุธยา 

ความเห็นที่: 84 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:18 น.
สำหรับท่านใดที่อยากร่วมแบ่งปันความรู้ เชิญได้เลยนะครับ ของไทยๆ เอกลักษณ์ความเป็นไทย ช่วยกันรักษาไว้ให้ตราบนานเท่านานครับ 

ความเห็นที่: 85 ตอบโดย: tongrian เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:22 น.
หลวงพ่อรวย.วัดตะโกอะป่าวคับ...

ความเห็นที่: 86 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:26 น.
ใช่ครับน้า วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา ครับ 

ความเห็นที่: 87 ตอบโดย: tiger13 เมื่อ: 25 ก.ค. 2552 เวลา 20:54 น.
ผมว่าน้าโจรไม่แก่ครับ แค่มีอายุเฉยๆครับ    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ความเห็นที่: 89 ตอบโดย: thanatch เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 13:16 น.
เมืองนครฯ เรียกมีด 108(ร้อยแปด)เป็นมีดพราหมณ์เกิดมาพร้อมศาสนาพราหมณ์ ใช้เหล็ก 108 ชนิด หล่อเข้าด้วยกัน แล้วตีเป็นมีด ขณะทำพิธีหล่อเหล็กต้องใช้พราหมณ์จริงๆทำพิธี มีชุดบายศรีชุดใหญ่พิธีต้องครบ ไม่ได้ทำกันทุกชั่วอายุคน

ความเห็นที่: 90 ตอบโดย: thanatch เมื่อ: 26 ก.ค. 2552 เวลา 13:19 น.
ด้ามมีด หัวฦษี

ความเห็นที่: 95 ตอบโดย: kunair เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 08:55 น.

สุดยอด 

ให้มันรู้กันไปเลยว่ามีดไทยถ้าทำกันจริงๆยากถึงยากที่สุด


ความเห็นที่: 96 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 08:59 น.

ทำไมกรมหลวงชุมพรจึงสนใจไสยเวทมาก

 

เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  ทรงสำเร็จวิชาการทหารเรือจากยุโรป  โดยใช้เวลาศึกษาและอยู่ต่างประเทศที่เจริญด้วยวิทยาศาสตร์ ถึง 6 ปี  คนไทยที่ไปศึกษาเมืองนอกมาในยุคนั้น แต่ละพระองค์ หรือแต่ละคนย่อมแสดงออกถึงความเป็นคนสมัยใหม่  ไม่เชื่อเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้   ดุจเรื่องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสมัยเป็นมหามกุฎราชกุมาร  ทรงเขียนจดหมายถึงเสด็จพ่อ ร.๕ ว่า

“ในคืนวันที่ 24  ตุลาคม  2452  เวลาดึก 2 ยาม 55 นาที  ขณะที่นั่งเล่นอยู่ที่เรือนหลังหนึ่งในพระราชวังสนามจันทร์  พร้อมด้วยข้าราชการและมหาดเล็กจำนวนมาก  ได้ทอดพระเนตรเห็นองค์พระปฐมเจดีย์มีรัศมีสว่างพราวออกทั้งองค์  ดูราวกับพระเจดีย์ด้านตะวันตกทาด้วยฟอสฟอรัส  พราวเรืองตั้งแต่ใต้คอระฆังขึ้นไปจนถึงยอดมงกุฎ   และยังซ้ำมีเป็นรัศมีพวยพุ่งขึ้นไปอีกประมาณ 3-4 วา  ปรากฏแก่ตาอยู่เช่นนี้ประมาณ 17 นาที  จากนั้นรัศมีตอนใต้ปล้องไฉนตลอดจนยอดก็ดับไปทันที  เหลือสว่างแต่ตอนช่วงมะหวด  แต่สว่างอยู่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็ดับไปหมด  แม้องค์พระเจดีย์ก็มืด มองไม่เห็นชัด  ผู้ที่เห็นเหตุการณ์นับแล้วมี  69 คน

ตรองดูตามหลักวิทยาศาสตร์  “บางทีจะเป็นด้วยตอนเย็นฝนตกหนัก  ละอองฝนจะติดค้างที่กระเบื้องที่ประดับองค์พระเจดีย์  ครั้นตอนดึกพระจันทร์จวนตก แสงจันทร์ส่องทอตรง ได้ระดับฐานฉากกับองค์พระเจดีย์  จึงได้บังเกิดแสงพราวฉะนั้น  ครั้นพระจันทร์เหลื่อมเข้าเมฆแสงก็ลับไป   รัศมีที่องค์พระเจดีย์ก็หายไปด้วย”

ครั้น รุ่งขึ้นทราบว่าจีนที่รับเหมาทำศาลารัฐบาล ซึ่งอยู่ด้านตะวันออกขององค์พระเจดีย์ รวมทั้งชาวตลาดอีกหลายคนซึ่งอยู่ด้านเหนือองค์พระเจดีย์ก็เห็นด้วย  เมื่อเป็นเช่นนั้นก็หมายถึงรัศมีได้สว่างพราวไปทั้งองค์ เป็นการพ้นวิสัยที่แสงจันทร์จะทอแสงได้ทั่ว  จะว่ามีฟอสฟอรัสอยู่ในองค์พระก็ไม่น่าจะใช่  เพราะธาตุนั้นจะสว่างพราวในเวลากลางคืนได้ก็ต่อเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันไว้มากพอ  ทว่าวันนั้นเวลากลางวันก็ชอุ่ม  ตอนเย็นฝนก็ตก  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เพราะฟอสฟอรัสแน่”

เสด็จพ่อ ร.๕  ทรงมีจดหมายตอบว่า

“ได้รับหนังสือปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์แล้ว     ตามที่เล่ามาช่างไม่มีผิดกับที่เคยเห็น 2 คราวแต่สักนิดหนี่งเลย   กำลังเสด็จออก  คนเฝ้าแน่นอยู่ ก็ได้เป็นเช่นนี้  เห็นด้วยกันหมด  จึงได้มีเรื่องตรวจตราซึ่งได้ปรากฏในหนังสือของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์  แต่จะเป็นด้วยเหตุใดเหลือที่จะยืนยันฤารับรองให้คนอื่นเห็นจริงด้วยได้    จึงไม่ได้เล่าให้ใครฟังในชั้นหลัง ๆ นี้   แปลกอยู่หน่อยหนึ่งแต่เวลาที่จะเป็น มักจะเป็นเดือน  ๑๑  เดือน ๑๒ แลเดือนยี่  เวลาเดินบกมาถึงที่นั้น ฤาเด็จออกไปหลายครั้งไม่เคยมีเลย”

แต่เสด็จกรมหลวงชุมพรมีประสบการณ์อะไรจึงได้เชื่อและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และไสยเวท คาถาอาคม  จนมอบตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า 

เรื่องนี้มีเล่าไว้ในหนังสือ  “เล่าเรื่องเมืองไทย”  ในตอนหนึ่ง ผมจะเขียนเองเดี๋ยวจะหาว่าแต่งเรื่องขึ้น  จึงถ่ายรูปจากหนังสือให้ท่านอ่านกันเลยจะดีกว่า

ความเห็นที่: 98 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 09:01 น.

อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้ผมเลื่อมใสและเชื่อมั่นในพระสมเด็จรุ่นกรมวังหน้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว  เพราะเสด็จในกรมหลวงชุมพรท่านพิสูจน์จนเห็นกับพระเนตรพระกรรณมาแล้ว  จนเป็นต้นเหตุให้ท่านหันมาศึกษาค้นคว้าเรื่องไสยเวท จนมีชื่อเสียงโด่งดังมาถึงทุกวันนี้

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=3&Id=528189


ความเห็นที่: 99 ตอบโดย: จันทร์ในบ่อ เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 11:50 น.
ขอบคุณครับ 

วันนี้น้ากัปตันโจร มาแนววิชาการ

ความเห็นที่: 100 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:03 น.
สวัสดีครับน้าจันทร์ ชอบครับแนวนี้ 

ความเห็นที่: 101 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:09 น.

           หลวงปู่ศุข กับ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

                  บางส่วนของบทความเรื่อง : กฤติยาคม กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ท่านเป็นชายชาตรี  ใช้ชีวิตกลางแจ้งเพื่อศึกษาชีวิตของราษฎรตามหัวเมืองต่าง ๆ และที่สำคัญท่านชื่นชอบพุทธเวท ไสยเวท  เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เมื่อพระองค์เสด็จประพาสไปที่ใด  หากทราบว่ามีพระอาจารย์ดีเรื่องอาคมเป็นที่ศรัทธาของคนทั่วไป  พระองค์จะไปกราบนมัสการสนทนาในเรื่องของธรรมะและพุทธาคมอยู่เป็นนาน  พร้อมกับฝากตัวเป็นศิษย์อีกด้วย  ในจำนวนพระเกจิอาจารย์มีชื่ออยู่ในยุคนั้นที่เสด็จในกรมทรงศรัทธามากเป็นพิเศษและไปมาหาสู่บ่อย ๆ คือ “หลวงปู่ศุข”  หรือ “ท่านพระครูวิมลคุณากร”  แห่งวัดปากคลองมะขาวเฒ่า  อำเภอสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท

แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าแปลง เมื่อกล่าวถึงพุทธาคมของหลวงปู่ศุข ก็จะต้องเขียนเรื่องกรมหลวงชุมพรฯ  และถ้าหากเขียนเรื่องเสด็จในกรมในเรื่องความขมังเวท  ก็จะต้องมีเรื่องของหลวงปู่ศุข เข้ามาเกี่ยวข้องกันจนแยกไม่ออก

หลวงปู่ศุข เกิดเมื่อปี พ.ศ.2396  ความเป็นมาในช่วงวัยเด็กจนเป็นหนุ่มรุ่นนั้น  ข้อมูลมีกันอยู่หลายกระแส  คือท่านเป็นเด็กซุกซน  ชอบลงว่ายน้ำเกาะเรือโยงในแม่น้ำเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้มารดาของท่านเป็นห่วง  ห้ามปรามก็ไม่เชื่อ  ทำให้มารดาโกรธและทำโทษเฆี่ยนตีสั่งสอน แต่ผลจากการลงโทษนั้นทำให้เด็กชายศุขโกรธผู้เป็นแม่ รุ่งขึ้นจึงเกาะเรือโยงหนีออกจากบ้าน

แต่อีกข้อมูลก็แจ้งว่า  ตอนเมื่อท่านเยาว์วัยอายุประมาณ 7 ปี  มารดานำไปฝากเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ผู้เรืองอาคม  วัดปากคลองมะขามเฒ่า จนมีความรู้ความชำนาญในเรื่องภาษาไทย จากนั้นจึงได้อำลาพระอาจารย์ไปแสวงหาวิชาความรู้เพิ่มเติมในกรุงเทพฯ โดยที่ท่านยังไม่บวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรแต่อย่างใด

ขณะที่อยู่ในกรุงเทพฯ จนถึงวัยหนุ่มอายุ 18 ปี  ได้พบเนื้อคู่ซึ่งเป็นสาวสายย่านบางเขน ชื่อสมบูรณ์ หนุ่มศุขใช้ชีวิตครองเรือนจนมีบุตรคนหนึ่งซื่อสอน (บ้างก็ว่าชื่อชวน)  ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนธรรมดาจนเบื่อ

ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจหักคานเรือน  หนีภรรยาและบุตรไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดโพธิ์ทอง  จังหวัดนนทบุรี  โดยมีอาจารย์เชย เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นบวชเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว  หลวงปู่ศุขก็มุ่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัด ถือวัตรธุดงค์อยู่ตามสถานที่วิเวกสันโดษ  เยี่ยงพระอนาคาริกทั้งหลายในสมัยนั้น

การธุดงค์ไปตามป่าเขาของหลวงปู่ศุข ทำให้ท่านได้พบพระวิปัสสนาจารผู้ทรงคุณและมีความรู้หลายท่าน จนมีความเจนจบในไสยศาสตร์หลายสาขาอีกด้วย

ครั้นมารดาของท่านถึงแก่กรรมลง  หลวงปู่ศุขก็ได้กลับบ้านเพื่อจัดการฌาปนกิจศพเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันท่านก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่านับแต่นี้ไปในกาลภายหน้าจะยึดมั่นในบวรพุทธศาสนา  โดยจะถือเพศบรรพชิตอยู่ในวัดปากคลองมะขามเฒ่าไปจนตลอดชีวิต  ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ศุข ก็อยู่อย่างพระวิปัสสนาในวัดปากคลองมะขามเฒ่า มีความเคร่งครัดในศีลาจารวัตร  เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องพรหมวิหาร 4  คือ เมตตา กรุณา มุทิตา  อุเบกขา

พระครูวิมลคุณากร หรือ  หลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า นอกจากจะเป็นพระวิปัสสนาจารที่สามารถแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่รอบรู้ด้านปริยัติธรรม  มีความรู้แตกฉานในหลักธรรมและพระไตรปิฎก  โดยเฉพาะในเรื่องวิชาไสยศาสตร์ วิทยาคมต่าง ๆ นั้นท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นเลิศ  มีหลักฐานบันทึกของสานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งว่า

“หลวงปู่ศุขสำเร็จในอารมณ์กำหนดธาตุทั้ง 4  มี ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  ซึ่งถือว่าเป็นผลแห่งฌานด้วย “กสิณ”  สมาบัติ  สามารถทำอะไร ๆ ได้ เช่น  ผูกหุ่นพยนต์ ล่องหนหายตัวกำบังกาย  ทั้งสามารถระเบิดน้ำลงดำในทะเล หรือเดินบนผิวน้ำ  สะเดาะโซ่ตรวจ สะกดทัพ ท่านสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้”

จากหนังสือ กรมหลวงชุมพรฯ เรียบเรียงโดย บุรี  รัตนา


ความเห็นที่: 102 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:11 น.

เดือนยี่ปีนั้นกำลังอยู่ในหน้าแล้ง  มีชาวเหนือทางจังหวัดอุตรดิตถ์ เดินทางมาค้าขายโดยมีช้างเป็นพาหนะประมาณ 8-9 เชือก แต่สินค้าที่ขายกันนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอะไรแน่ สมัยนั้นปรากฏว่าการคมนาคมไม่สะดวกราบรื่นเท่าที่ควร  2 ข้างทางเต็มไปด้วยป่าพงดงดิบ  พ่อค้ากลุ่มนี้มีประมาณ 15 คน เดินทางจากจังหวัดอุตรดิตถ์  ผ่านสุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี จนถึงชัยนาท พ่อค้าเหล่านั้นได้พากันพักแรมอยู่ที่ใต้ถุนศาลาวัดปากคลองมะขามเฒ่า แต่แล้วบรรดาพ่อค้านี้ได้ปล่อยช้างให้กินใบไผ่ใบหญ้าอยู่ตามบริเวณวัด 2-3 วัน  แล้วก็ช้าง 8-9 เชือกนี้เองบังเอิญไปเหยียบย่ำต้นไม้ของหลวงพ่อที่ปลูกไว้ เช่น ต้นกล้วย  ผัก พริก  มะเขือ  และไม้ดอกสีต่าง ๆ บางทีช้างก็ใช้งวงเอาใบกล้วยมากินจนแหลกลาญเสียหาย

ความจริงหลวงพ่อก็มิได้เอ่ยว่าประการใด  บรรดาชาวบ้านแถวนั้นก็จูงลูกเด็กเล็กแดงมายืนดูช้างอยู่ในวัดจำนวนมาก  เพราะมีทั้งช้างสีดอ ช้างพัง ช้างพลาย  และลูกช้างอีกราว 2-3 เชือก ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 16.30 น.  พวกเลี้ยงช้างที่มานั้นพากันหุงข้าวปลาอาหารอยู่ใต้ถุนศาลา กะว่ารุ่งขึ้นจะพากันเดินทางลงใต้  คือผ่านจังหวัดสิงห์บุรี ระหว่างที่หุงข้าวกันอยู่นั้น  ชาวบ้านก็ได้ยินกลุ่มชาวเหนือที่กำลังนึ่งข้าวกันอยู่นั้นพากันบ่นว่า ข้าวไม่พอกินกัน อีกคนหนึ่งจึงพูดว่า

"จะไปยากอะไร นกพิราบอยู่บนหลังคาโบสถ์เป็นฝูง ๆ ปืนเราก็มี  หน้าไม้ก็มี จัดการเอาเลย"

ชาวบ้านแห่งวัดมะขามเฒ่าได้ฟังดังนั้นจึงช่วยกันห้ามปราม อธิบายให้ฟังทั่ว ๆ กันว่า  การกระทำดังนั้นจะผิดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อเคยห้ามไว้นานแล้วว่าไม่ให้ยิงนกภายในบริเวณวัด  แม้ว่าจะเป็นการพูดทักท้วงที่ละมุนละม่อมเพียงไร  เขาก็หาฟังเสียงไม่  คนหนึ่งคว้าปืนแก๊ปขึ้นประทับบ่ายิงไปยังนกพิราบฝูงนั้น สับนกดังเชี๊ยะ ๆ ตั้งหลายครั้งหลายครา  พยายามยิงเท่าไหร่ลูกปืนก็หาออกไปสังหารชีวิตนกพิราบแม้แต่ตัวเดียว

พวกที่หมายมั่นจะกิจเนื้อนกพิราบให้จงได้ก็พยายามต่อไป คือเปลี่ยนเป็นหยิบหน้าไม้ออกไปยิง แต่เมื่อยิงทีไรลูกศรก็ตกจากร่องหน้าไม้ทุกที เป็นที่น่าประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นตาม ๆ กัน ร้อนถึงชายฉกรรจ์วัยกลางคนผู้หนึ่ง ท่าทางภูมิฐานเอาเรื่อง เปล่งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราดตามอารมณ์ดีเดือดว่า

“ขรัวตาวัดนี้มีอะไรดีหรือวะ ชะ  ชะ”

พูดแล้วก็คว้าได้ขวานสั้นคมกริบเล่มหนึ่ง  ฟันลงที่หน้าแข้งเสียงดังฉาด ๆ กระเด็นออกมาเป็นฟืนหุงข้าว  ทำให้ผู้คนที่ต่างมุงดูอยู่บังเกิดความพิศวงเป็นกำลัง  เพราะเห็นขวานกระทบหน้าแข้งกระเด็นออกมาเป็นท่อนฟืนได้

ชาวเหนือผู้เลี้ยงช้างยิ่งแลเห็นผู้คนสนใจในอาคมของตนก็ยิ่งกำเริบใจ วางท่าหนักขึ้นไปอีก แสดงอาการถากหน้าแข้งต่อไปไม่หยุดยั้ง  ในที่สุดก็ได้ฟืนเป็นกองใหญ่

ขณะนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งตะลีตะลานไปรายงานกับหลวงพ่อวัดปากคลองมะขามเฒ่าว่า บัดนี้มีคนดีมาจากเหนือแสดงอาการถากหน้าแข้งให้เป็นฟืนหุงข้าวก็ได้  สร้างความตื่นเต้นให้แก่ใคร ๆ ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก


ความเห็นที่: 103 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:11 น.

หลวงพ่อถามโพล่งออกมาว่า  “ใครวะ  คนดีคนเก่ง”

ชาวบ้านตอบว่า  “คนเลี้ยงช้างครับหลวงพ่อ”

หลวงพ่อได้ฟังคำตอบชัดแจ้งดีแล้วก็พูดด้วยเสียงอันดังฉุนเฉียวว่า

“เอ ไม่ได้การเสียแล้ว****ห่านี่บังอาจมาฉากเสาศาลาของกู เดี๋ยวเหอะ  กำแหงใหญ่แล้วพวกนี้”

ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำพอดี  หลวงพ่อจึงคิดจะทำการดัดสันดานพวกนี้ให้เข็ดหลาบเสียบ้าง  ไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร  มันไม่รู้จักกู  ดีละ  เพราะท่านทราบว่าจวนถึงเวลาที่พวกเลี้ยงช้างจะต้องต้อนช้างไปผูกแล้วสุมไฟให้นอน  หลวงพ่อเผ่นลงจากุฏิพร้อมด้วยกะลามะพร้าวซีกหนึ่ง เดินไปลานหญ้าหน้ากุฏิ  หยุดบริกรรมร่ายพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์เรียกฝูงช้างให้มารวมกัน จากแรงฤทธิ์อิทธิเดชของเวทมนต์หลวงพ่อ  ช้างก็ถูกลมพัดปลิวเหลือตัวเท่าแมลงวันตกอยู่ตรงหน้า  แล้วท่านก็เอากะลาครอบลง เอาเท้าเหยียบตรึงด้วยพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ เป่าลงบนกะลาครอบนั้น  จากนั้นหลวงพ่อก็เดินกลับเข้าไปในกุฏิ

ส่วนพวกเลี้ยงช้างนั้นเล่า  หลังจากกิจข้าวปลาอาหารจนอิ่มหนำสบายใจดีแล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ต้อนช้างให้เข้านอน แต่เมื่อมุ่งหน้าไปยังที่ช้างอยู่ก็หาเห็นช้างแม้สักเชือกไม่  ช้างหายไปไหนหมด ทุกคนพบกับปัญหาที่คาดไม่ถึง แล้วก็ออกค้นหากันไป  จนกระทั่งอ่อนใจ หนักเข้าถึงกับร้องไห้ขึ้นไปกราบเท้าหลวงพ่อพลางปรับทุกข์ให้ท่านฟัง “ถ้าช้างถูกขโมยไปหมดแล้ว  พวกเขาจะกลับบ้านไม่ได้”  พวกเขาว่าอย่างนี้  หลวงพ่อฟังแล้วก็เลยถือโอกาสสั่งสอนว่า

“เรามาทำมาหากิจ ก็จงทำมาหากิจโดยซื่อสัตย์สุจริต มีความอุตสาหะหมั่นเพียร อย่าได้คิดเบียดเบียนคนอื่นให้เกิดความเดือดร้อน  จะได้เอาเงินกลับไปบ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย แต่นี่พวกมึงกำแหงมาก  ศาลาของกูสร้างต้องเสียเงิน  แต่มึงเอาขวานมาถากศาลาของกูเสียหาย”

พวกเลี้ยงช้างต่างฟังกันเงียบไม่ยอมปริปากประการใด  หลวงพ่อก็พูดต่อไปว่า 

“ศาลาของกูเสียหายอย่างนี้ มึงต้องเอาเงินมาเปลี่ยนทำเสาศาลากูให้ดีเหมือนเดิม กูถึงจะคืนช้างให้พวกมึง”

พวกเลี้ยงช้างเหล่านั้นจำใจต้องยอมรับผิดเพราะตนผิดจริง ๆ แล้วมอบเงินให้กับหลวงพ่อให้พอกับการเปลี่ยนเสาศาลาให้มีสภาพดีเหมือนเดิม เมื่อหลวงพ่อได้รับเงินแล้วก็พูดว่า

“มึงตามมา แล้วพรุ่งนี้มึงต้องไปนะ ต้นไม้ต่าง ๆ ของกู****หมด  เห็นไหม”

พวกเลี้ยงช้างค่อย ๆ เดินตามหลวงพ่อมา  จนกระทั่งถึงที่ช้างถูกกะลาครอบเอาไว้

“นี่ ช้างของมึง  กูเอากะลาครอบเอาไว้” 

พูดจบหลวงพ่อก็เปิดกะลาที่ครอบออก  ช้างที่เล็กเท่าตัวแมลงวันก็กลับกลายร่างใหญ่โตเท่าเดิม เหล่าชาวเหนือเห็นดังนั้นก็ก้มลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อแล้วนำช้างกลับไปพักผ่อนตามปกติ

ความแก่งกล้าสามารถในด้านวิชาไสยศาสตร์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า มีผู้บอกเล่ากันต่อไปในที่ต่าง ๆ โด่งดังไปถึงในรั้วในวัง และทำให้กรมหลวงชุมพรฯ ทราบเรื่องที่ว่านี้มาตลอด  แต่ก็ทรงเฉย ๆ อยู่


ความเห็นที่: 104 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:21 น.

มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณฯ ได้นำพระเครื่องเก่าองค์หนึ่งมาถวายแก่กรมหลวงชุมพรฯ  แล้วทูลว่าพระเครื่ององค์นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นยอด ตกทอดมาตั้งแต่วังหน้า เนื่องจากพระองค์ชอบพิสูจน์หรือทดลองให้เห็นจริง จึงให้มหาดเล็กนำพระเครื่ององค์นั้นไปแขวนที่ปลายไม้  จากนั้นพระองค์จึงมีพระบัญชาให้นาวาเอกพระยาพลพยุหรักษ์ เป็นผู้ทดลองยิงพระเครื่ององค์นั้น  โดยใช้ปืน ร.ศ. บรรจุกระสุนที่เลือกแล้วเป็นอย่างดี ท่ามกลางผู้ที่ยืนดูการทดลองจำนวนมาก  จากการยิง 3 นัด  ผลปรากฏว่าปืนกระบอกนั้นไม่มีเสียงระเบิดทั้ง 3 นัด  คงมีเสียงสับนกกระทบ****ชนวนลูกปืนดัง แชะ แชะ แชะ   อันหมายความว่า  กระสุนด้านและไม่ทำงาน เสด็จในกรมทรางมีบัญชาให้หันลำกล้องปืนไปทางอื่นและยิงใหม่  ปรากฏว่ากระสุนเดิมทั้ง 3 นัด ส่งเสียงสนั่น อันหมายถึงกระสุนมิได้ด้าน

นับตั้งแต่ครั้งนั้นกรมหลวงชุมพรฯ จึงมีความเชื่อถือในพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของไสยศาสตร์และ พุทธานุภาพ  พร้อมกันนั้นได้เริ่มเสาะแสวงหาอาจารย์ดี เพื่อศึกษาวิชาไสยศาสตร์จากผู้ทรงคุณต่าง ๆ

ครั้นชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงปู่ศุขมีมากขึ้น ก็มีความสนพระทัย  ความคิดใคร่จะไปทดลองดูให้เป็นที่ประจักษ์แก่ตาว่าเป็นอย่างไร หากมีโอกาสเมื่อใดก็จะไปพบหลวงปู่ศุขให้จงได้ ในครั้งนั้น กรมหลวงชุมพรฯ เสด็จไปตากอากาศภาคเหนือและเสด็จกลับด้วยเรือทหารล่องลงมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา แต่แทนที่จะล่องกลับถึงกรุงเทพฯ  พระองค์ทรงรับสั่งให้เรือกลไฟที่จูงเรือประเทียบล่องลงมาตามลำน้ำท่าจีน  อันแม่น้ำท่าจีนนั้นแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชัยนาท ไหลลงสู่อ่าวไทยที่เมืองสมุทรสาคร  มีความยาวถึง 200 กม.  และเส้นทางสายแม่น้ำท่าจีนนี้ได้ไหลผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย  เมื่อเรือพระที่นั่งล่องมาถึงวัด ก็บังเอิญให้เรือมีอันขัดข้องโดยไม่ทราบสาเหตุ  แม้จะพยายามแก้ไขเครื่องยนต์อย่างไรก็ไม่สำเร็จ (ภายหลังหลายคนเชื่อว่าคงเป็นการสำแดงอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ศุข)  ในที่สุดก็เลยต้องชะลอเรือทั้งหมดเข้าไปจอดที่ศาลาวัดปากคลองมะขามเฒ่า ขณะที่เรือประเทียบและเรือกลไฟเข้ามาเทียบอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ พระองค์ทรงแลเห็นเด็กลูกศิษย์วัดกำลังชุลมุนอยู่กับการตัดหัวปลีเอามากองที่ข้างศาลาทีละหัวสองหัว จนเรือเข้าเทียบศาลาท่าน้ำนั่นแหละจึงเห็นหัวปลีกองโตขึ้น ขณะเสด็จในกรมทรงยืนบนเรือมองดูการกระทำของเด็กวัดเหล่านั้นด้วยความฉงนพระทัย  ได้มีพระภิกษุชรารูปหนึ่งเดินตรงเข้ามาที่กองหัวปลี ท่าทางเคร่งขรึม ท่านมองรอบ ๆ กองหัวปลีอยู่ 2-3 อึดใจ  แล้วจึงหย่อนร่างนั่งบนกองหัวปลีนั้น พระภิกษุรูปนั้นนั่งหลับตาภาวนาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นท่านก็หยิบหัวปลีขึ้นมาเป่าลูบไล้ไปมา จากนั้นท่านเหวี่ยงหัวปลีลงพื้น  แล้วเสด็จในกรมตลอดจนทหารข้าราชบริพารต้องตกตะลึงเพราะหัวปลีนั้นเมื่อตกถึงพื้นกลายเป็นกระต่ายสีขาวนวล กระโดดโลดเต้นอยู่ไปมา ภิกษุรูปเดิมหาได้หยุดเสกเป่าหัวหลี  ท่านทำอย่างต่อเนื่อง  หัวปลีกลายเป็นกระต่ายขาวหลายตัววิ่งอยู่บนศาลาและพื้นดินเต็มไปหมด

เมื่อเห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนี้ กรมหลวงชุมพรฯ พร้อมด้วยนายทหารและข้าราชบริพารทั้งปวงในที่นั้นก็เข้าไปแสดงอาการคารวะต่อพระภิกษุรูปนั้นโดยทั่วหน้ากัน

ครั้นกระต่ายวิ่งมาหาท่านทีละตัว  ท่านก็เอามือลูบคลำไปมาสักครู่ แล้วปล่อยวางลงกับพื้น กระต่ายก็กลับเป็นหัวปลีอย่างเดิม และทำอยู่อย่างนั้นทุกตัว  จนกลายเป็นหัวปลีกองโตเหมือนเดิม

กรมหลวงชุมพรฯ  ได้สอบถามพูดคุยกับหลวงพ่อองค์นั้น (ขณะนั้นเสด็จในกรมเรียกหลวงพ่อ)  จึงทราบว่าพระภิกษุที่อยู่เบื้องหน้าท่านก็คือ “หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า”  ที่พระองค์ได้ยินชื่อเสียงมาช้านานนั่นเอง

และหลวงปู่ศุขก็รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือพระราชโอรสแห่งพระพุทธเจ้าหลวง “กรมหลวงชุมพรฯ” นั่นเอง

การพูดคุยกันวันนั้นเป็นที่ถูกอัธยาศัยกันทั้ง 2 ฝ่าย  เสด็จในกรมจึงอยากพักอาศัยอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าสักหลายวัน หลวงปู่ศุขก็มิได้ว่ากระไร  ยกศาลาท่าน้ำให้เป็นที่จอดเรือ ความสัมพันธ์ระหว่างพระภิกษุชราและโอรสของเจ้าเหนือหัวได้เริ่มขึ้นแล้ว


ความเห็นที่: 105 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:23 น.
                  @เสกทหารกลายเป็นจระเข้@

วันรุ่งขึ้น  เสด็จในกรมได้ขึ้นไปสนทนากับหลวงปู่ศุขบนกุฏิ การสนทนาในวันนั้นส่วนมากก็วนเวียนอยู่กับฤทธิ์อาคมเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย  หลวงปู่ศุขก็เล่าบอกตามความเป็นจริงในทางที่ตนเองยึดถือปฏิบัติ

ยิ่งพูดคุยกันมากเสด็จในกรมก็ยิ่งรู้ว่าหลวงปู่ศุขมีอาคมมากมาย ทั้งยังสามารถเสกคนให้เป็นจระเข้ได้อีกด้วย ในตอนหนึ่งของการสนทนา หลวงปู่ศุขได้สอบถามกรมหลวงชุมพรฯ  ว่า “ปรารถนาจะใคร่ชมคนกลายเป็นจระเข้หรือไม่”  เสด็จในกรมและข้าราชบริพารที่นั่งอยู่ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากเห็นคนกลายเป็นจระเข้”

เมื่อทุกคนอยากดูการเสกคนเป็นจระเข้ หลวงปู่ศุขจึงบอกให้เสด็จในกรมคัดเลือกคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรง พระองค์จังคัดเลือกพลทหารมาได้คนหนึ่งชื่อ “จ๊อก”

จากนั้นหลวงพ่อสั่งให้เอาเชือกเส้นใหญ่มักที่เอวของพลทหารจ๊อกอย่างแน่นหนา  แล้วพาไปที่สระน้ำแห่งหนึ่งในวัด ให้พลทหารผู้นั้นนั่งคุกเข่าลงข้างสระ  แล้วสั่งให้หลับตาพนมมืออยู่นิ่ง ๆ ส่วนตัวหลวงปู่จับปลายเชือกไว้แน่น พลางบริกรรมคาถาอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็เป่าพรวดลงไปที่ศีรษะพร้อมกับใช้ฝ่ามือที่ไม่ได้จับปลายเชือกตบลงที่กลางหลัง  พร้อมกับผลักพลทหารจ๊อกตกลงไปในสระน้ำเสียงตูมใหญ่

สายตาทุกคู่จ้องเป็นจุดเดียว  กรมหลวงชุมพรฯ ยืนมองร่างพลทหาร  ท้อง****กระจายเป็นวงกว้าง ครั้นน้ำสงบลงจึงแลเห็นร่างของจระเข้ตัวโตอยู่ในน้ำ  ส่วนหัวมีเชือกผูกติดตัวแหวกว่ายวนเวียนสะบัดหากฟาดน้ำอยู่ไปมา

ทุกคนในที่นั้นต่างอัศจรรย์ในความขมังเวทย์ของหลวงปู่ศุข ส่วนกรมหลวงชุมพรฯ ทรงทอดพระเนตรดูลูกน้องกลายเป็นจระเข้  แหวกว่ายอยู่ในสระน้ำด้วยใจระทึก ร่างของจระเข้พยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะดำดิ่งลงก้นสระ  ติดแต่ว่าถูกล่ามเชือกอยู่ โดยเหล่าทหารเข้าช่วยหลวงปู่ดึงเอาไว้

หลวงปู่ศุขได้กล่าวกับเสด็จในกรมว่า “ท่านจะให้ลูกน้องกลับเป็นคนหรือจะให้เขาเป็นจระเข้อยู่อย่างนั้น”  กรมหลวงชุมพรฯ  ได้ตรัสตอบว่า “ต้องการให้เขากลับเป็นมนุษย์อย่างเดิม”  หลวงปู่ศุขจึงให้พวกทหารช่วยกันดึงเชือกให้หัวจระเข้โผล่ขึ้นมาพร้อมกับสั่งกำชับว่า  “อย่าปล่อยให้เชือกหลุดมือหรือขาด  หากจระเข้หลุดไปแล้วมันจะดำลึกลงกบดานที่ก้นสระ โอกาสที่จะทำให้คืนร่างเป็นมนุษย์คงยาก”

พวกทหารจึงช่วยกันดึงรั้งเชือกกันสุดแรง กลายเป็นการชักเย่อระหว่างคนกับจระเข้ ส่วนหลวงปู่ศุขท่านเดินกลับกุฏิ  ครู่ใหญ่ถือบาตรน้ำมนต์ตรงมายังขอบสระที่จระเข้กำลังตะเกียกตะกายหนี จากนั้นท่านได้บริกรรมคาถากำกับน้ำมนต์อยู่อึดใจแล้วท่านได้สั่งด้วยเสียงอันดังว่า “เอา  ออกแรงดึงขึ้นมาหน่อย”  ทหารทุกคนทำตาม ออกแรงดึงให้ร่างจระเข้ลอยบนผิวน้ำ หลวงปู่ศุขจึงเอาน้ำมนต์ที่เสกแล้วเทราดบนหัวจระเข้ ความอัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นคำรบสอง ร่างจระเข้ที่ดิ้นรนและฟาดหางไปมานั้นค่อย ๆ มีอาการสงบลง  แล้วร่างที่ขรุขระของจระเข้ก็กลายเป็นผิวเนื้อของมนุษย์ทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นทหารคนเดิมในเวลาต่อมา

กรมหลวงชุมพรฯ  มองดูทหารผู้นั้นด้วยความอัศจรรย์ในเป็นที่สุด  เรื่องที่พระองค์ไม่เคยพบเห็นในชีวิตก็ได้มาเห็นที่วัดของหลวงปู่ศุข (เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนี้  “สระประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้ถูกถมเป็นพื้นดินราบและส่วนหนึ่งของสระได้ปลูกสร้างตึกเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่ารูปต่อ ๆ มา)

อนึ่ง  จากหนังสือพระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พลเรือเอกกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยชัยมงคล  อุดมทรัพย์  ได้บันทึกไว้เป็นความตอนหนึ่ง  ดังนี้

จากการบอกเล่าของพลทหารจ๊อก ภายหลังร่างกลับกลายเป็นคนว่า  ขณะที่ตนลงไปในสระก็มิได้รู้สึกตัวว่าตัวเองเป็นจระเข้แต่อย่างใด  เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองมีพละกำลังมหาศาลผิดปกติเท่านั้น  และแหวกว่ายน้ำด้วยจิตใจคึกคะนองฮึกเหิม  ในอยากดำผุดดำว่ายทั้งที่มองตัวเองแล้วก็มีร่ายกายเหมือนคนทุกอย่าง

ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับวิชาเสกคนให้เป็นจระเข้ของคุณทวี เย็นฉ่ำ ผู้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์คนหนึ่งของเมืองไทยกล่าวไว้ว่า  “จระเข้วิชา”  ก็คือ  “คน”  ซึ่งแก่กล้าวิชาอาคม  และมีเหตุให้กลายร่างเป็นจระเข้  เพราะความเรืองวิชาอาคมของตนเอง  จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรก็ตามที  ทำให้ไม่สามารถรดน้ำมนต์ลงไปที่ตัวจระเข้ได้  บุคคลผู้นั้นก็จะกลายเป็นจระเข้ต่อไปจนกว่าจะแก้มนต์กำกับหรือมนต์อาถรรพณ์ได้

ดังเช่นตำนาน “จระเข้คน”  จากจังหวัดพิจิตรอันเป็นแดนอาถรรพณ์ต้นกำเนิดนิทานพื้นบ้านอันลือลั่น เรื่องไกรทองและชาละวันนั่นเอง

มีเรื่องเล่าจากนายเนตร แพงกลิ่น  ที่เคยบวชเรียนอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า  ได้เล่าถึงคนกลายเป็นจระเข้แล้วมาให้หลวงปู่ศุขช่วยแก้อาถรรพณ์ให้ว่า ณ ท่าเรือทองนี้ (อยู่วัดปากคลองมะขามเฒ่า)  มีการลงอาถรรพณ์ไว้ หากจระเข้วิชามาถึงท่าเรือทองนี้ จะต้องลอยหัวโผล่ขึ้นมา  ไม่สามารถดำน้ำได้อีกต่อไป คราวนี้พวกญาติจะนำน้ำมนต์หลวงปู่ศุขไปราดที่หัว  จระเข้วิชาก็จะกลายเป็นคนตามเดิม โดยจะนอนแน่นิ่งเกยตื้นริมตลิ่งอยู่

บางทีมีเรื่องทุลักทุเลไม่อาจราดน้ำมนต์ที่หัวจระเข้ได้  เพราะความกลัวของบรรดาญาติ หรืออะไรก็ตามแต่  บางทีเป็นเดือน ๆ เป็นปี ๆ ก็มี

จระเข้วิชาเมื่อถูกราดด้วยน้ำมนต์แก้อาถรรพณ์แล้ว  จะกลายเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดจา ญาติจะช่วยกันประคองไปหาหลวงปู่ศุขที่กุฏิ ท่านก็จะทำพิธีแก้อาถรรพณ์รักษาให้ นานอยู่ประมาณ 7-8 วัน คนผู้นั้นจึงจะพูดได้

ในบันทึกของนายเนตร แพงกลิ่น  ยังกล่าวอีกว่า  “เคยเห็นมีการรักษาจระเข้วิชานี้ประมาณ 3-4 ครั้งเท่านั้น และทั้งหมดเป็นจระเข้จากจังหวัดพิจิตร  จุดสังเกตจระเข้วิชาปากจะสั้น มีรูปร่างเหมือนหัวปลี

ย้อนกลับมาเรื่องเสด็จในกรมพระองค์ได้เห็นการเสกหัวปลีเป็นกระต่ายขาว จนถึงการเสกพลทหารจ๊อกเป็นจระเข้ แล้วทรงยอดรับว่าอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้นเหนือกว่าพระเกจิอาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่พระองค์ประสบพบมา รู้สึกพอพระทัยจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่า


ความเห็นที่: 106 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:25 น.
                  @ศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข@

ตลอดชีวิตของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้น  มีลูกศิษย์มากหลาย แต่ผู้ที่นับเนื่องได้ว่าเป็น  “ศิษย์เอก”  มีเพียงท่านเดียวเท่านั้น คือ “กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์”

ที่นับเป็น “ศิษย์เอก”  มิใช้เพราะกรมหลวงชุมพรฯ  มีเชื้อเจ้าหรือเป็นโอรสของรัชกาลที่ 5  แต่ที่นับเป็นศิษย์เอกก็เพราะศิษย์คนนี้รักและเคารพอาจารย์อย่างยอมตายถวายชีวิต  กับอาจารย์จะสั่งอย่างไรก็ทำตามได้ รับถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ไว้ได้มากที่สุด และทำตามอาจารย์ได้ในการแสดงอิทธิฤทธิ์และอภินิหาร

มีบันทึกจากคนเฒ่าคนแก่ยืนยันว่า  “เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ”  ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ศุขไว้มากที่สุดเหนือกว่าศิษย์คนใด และมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งดุจบิดากับบุตร

กาลต่อมาเมื่อกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์  (19 พฤษภาคม พ.ศ.2466)   เมื่อหลวงปู่ศุขท่านทราบถึงกับนั่งนิ่งซึม ท่านอยู่ในอากัปกิริยาเช่นนั้นนานมากดุจท่านปลงวอย่างหนักกับกฎแห่งวัฏสงสาร  หรือสังสารวัฏในโลกนี้ ในที่สุดปลายปี พ.ศ.2466  หลวงปู่ศุขได้มรณภาพลงด้วยโรคชราอันเป็นปีเดียวกับที่กรมหลวงชุมพรฯ สิ้นประชนม์

ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นจะมีมากมายขนาดไหนคงจะต้องศึกษาจากบันทึกของ นายผล   แก้วนพรัตน์ ศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่ศุขอีกท่านหนึ่ง  ได้ระบุว่า  เสด็จในกรมได้เคยพระราชทานเรือสำปั้นให้หลวงปู่ศุขลำหนึ่งเพื่อใช้ในเวลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  โดยเรือลำนี้เป็นเรือมีประทุนกว้างประมาณ 5 ศอก  ยาวราว 3 วา มีแจวหัว 2  แจวท้าย 2  มีห้องส้วมและห้องครัวพร้อมในตัว

บันทึกของนายผลกล่าวอีกว่า  มีอยู่ครั้งหนึ่งมีเรือโยงผ่านมาและรู้ว่าเป็นเรือของหลวงปู่ศุข เขาก็จะหย่อนเชือกลงมาให้เพลาเรือของหลวงปู่ศุขมีโซ่สั้นเพียงนิดเดียว ซึ่งแสดงว่าเกียรติคุณของท่านในขณะนั้นเป็นที่รู้จักกันมาก

กรมหลวงชุมพรฯ  นอกจากพระองค์จะถวายเรือสำปั้นมีประทุนแล้ว พระองค์ยังได้ถวายเรือให้หลวงปู่ศุขใช้ในการบิณฑบาต เรือลำนี้มีความยาว 8 ศอก เป็นเรือที่สั่งต่อเป็นพิเศษคือทำด้วยไม้ชิ้นเล็ก ๆ อัดด้วยตะปูทองแดงทั้งลำ เรือลำนี้ไม่ต้องใช้ชันยาก็ไม่รั่ว นอกจากนี้ตรงกลางลำเรือยังมีพนักพิงสายงาม  มีพนักทำโปร่ง สามารถถอดออกจากเรือได้  ทำเป็น 3 ชิ้น  เวลาไม่ใช้ก็พับได้

เวลาที่หลวงปู่ศุขท่านนั่งเรือออกบิณฑบาต  ท่านจะนั่งตรงกลาง มีลูกศิษย์พายหัวพายท้าย หลังจากที่หลวงปู่ได้มรณภาพลง  เรือลำนี้ยังคงใช้ได้อยู่จนถึงสมัยสมุหทองหล่อ  ทัศมาลี จากนั้นเรือลำนี้ก็ได้นำมาเก็บไว้ที่หอประชุมทางด้านเหนือของบริเวณวัด เพราะเป็นหน้าแล้ง และไม่ได้นำมาใช้อีกเลย

หลายครั้งที่หลวงปู่ศุขได้รับการนิมนต์จากเสด็จในกรมให้ไปพำนักที่วังของพระองค์ที่นางเลิ้ง โดยเสด็จในกรมได้จัดที่พักให้หลวงปู่ศุขพักอยู่กลางสระน้ำ พระและลูกศิษย์ที่ตามหลวงปู่มาจะอยู่ชั้นล่าง ส่วนหลวงปู่ศุขจะอยู่ชั้นบน  ที่พำนักแห่งนี้เป็นที่สอนและทดลองวิชาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ นายผล แก้วนพรัตน์ ได้เล่าว่า  เคยเห็นหลวงปู่ศุขและกรมหลวงชุมพรฯ ได้ทดลองวิชาควายธนูในกุฏิเหลืองกลางสระนี้ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

ในบันทึกของนายผลยังได้เล่าอีกว่า ได้ตามหลวงปู่ศุขเข้ากรุงเทพฯ  และพำนักที่วังเสด็จในกรมหลายครั้ง ซึ่งขณะนั้นเขายังเป็นเด็กซุกซน  ลงไปว่ายน้ำในสระแล้วขึ้นไปนั่งอยู่บนใบบัวขนาดใหญ่  (บัววิคตอเรีย)  จนถูกหลวงปู่ศุขเอ็ดเอา ระหว่างที่พำนักอยู่นั้น นายผลเคยติดตามเสด็จในกรมไปเที่ยวย่านสำเพ็ง  พระองค์เสด็จโดยนุ่งกางเกงถลกขาข้างหนึ่ง มือถืออ้อยเคี้ยวอ้อยและเสด็จไปเรื่อย ๆ เพราะในช่วงนั้นเป็นหน้าร้อน

มีเรื่องเล่าบอกต่อ ๆ กันมาถึงเสด็จในกรมพระองค์ทรงโปรดการใช้วิถีชีวิตกลางแจ้ง พระองค์เสด็จมาวัดปากคลองมะขามเฒ่าบ่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้วพระองค์จะเสด็จมาทางเรือ บางครั้งก็มีเรือติดตามมาด้วยหลายลำ  ในการเสด็จมาของพระองค์นั้น  บางครั้งพระองค์จะนำหม่อมและโอรสมาด้วย  ซึ่งก็มีหลักฐานลายพระหัตถ์ในสมุดเซ็นเยี่ยมของวัดปากคลองมะขามเฒ่า 

บางครั้งกรมหลวงชุมพรฯ  จะทรงคุยกับหลวงปู่ศุขจนถึงดื่น  บางครั้งจะประทับที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าอยู่เป็นเดือน ๆ ซึ่งนอกจากจะมาศึกษาวิชาไสยศาสตร์แล้ว  พระองค์ยังถือโอกาสพักผ่อนพระวรกายและคลุกคลีกับราษฎร ในบางครั้งพระองค์ก็ทรงพระสำราญโดยเสวย “****เป้”  ซึ่งเป็นน้ำขาวที่ขึ้นชื่อมากแถบอุทัยธานี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ****เป้ว่า  วันหนึ่งเสด็จในกรมฯ พบกับนายยอด พระองค์ทรงถามนายยอดว่า  “อ้ายยอด  อ้ายน้ำหวาน ๆ ขม ๆ มีที่ไหนวะ”  นายยอดรีบทูลบอก  “มีตรงนี้เองกระหม่อม”  เสด็จในกรมทรงบอก “กูให้วันละบาท  มึงเอาใส่กามาให้กูตรงต้นกระจะทุกวันนะ”  นายยอดกระทำตามที่รับสั่ง จัดหา****เป้มาไว้ที่ต้นกระจะทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่ง พระองค์เสด็จมาไม่พบกาที่ใส่****เป้ จึงสั่งให้คนไปตามหาอ้ายยอด  ครั้นได้พบจึงตรัสถาม  “วันนี้ทำไมไม่นำกาน้ำมาให้”  นายยอดจึงทูลตอบพระองค์ว่า  “ตำรวจจับคนทำชื่อตาปั่นไปเสียแล้ว” 

เสด็จในกรมจึงเขียนจดหมายให้มหาดเล็กถือไปที่อำเภอเพื่อไปรับตัวตาปั่น  ดีประเสริฐ  คนทำ****เป้กลับมาจากตำรวจ


ความเห็นที่: 107 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:27 น.
          @ได้วิชาหายตัวอยู่ในขวดโหลทำน้ำมนต์@

ครั้งหนึ่งกรมหลวงชุมพรฯ  ได้เสด็จไปศึกษาวิทยาคมกับหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ขณะที่พระองค์สนทนากับพระอาจารย์สองต่อสองอยู่นั้น  พอดีมีพ่อค้าชาวจีนผู้หนึ่งได้แวะมากราบหลวงปู่ พ่อค้าจีนรายนี้เป็นชาวเกาะไหหลำ เจ้าของเรือบรรทุกสินค้าที่ล่องมาจอดอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ เมื่อเข้าไปกราบหลวงปู่ศุขแล้วก็ออกปากขอน้ำมนต์จากหลวงปู่ศุขเพื่อนำไปพรม เรือเดินทะเลให้เป็นสิริมงคล  ปลอดภัยในการเดินทาง และเจริญรุ่งเรืองในการค้าขาย  แต่ตอนที่พ่อค้าจีนรายนี้เข้าไปกราบหลวงปู่นั้น กะเร่อกะร่าเข้าไปไม่รู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่กับหลวงปู่นั้นเป็นใคร เวลานั้นเสด็จในกรมนั่งถือขวดโหลแก้วใส่น้ำอยู่ เมื่อไม่รู้ว่าเป็นใครก็ไม่มีความคารวะเสด็จในกรม แล้วพ่อค้าจีนก็ออกปากขอน้ำมนต์จากหลวงปู่ศุข ทางฝ่ายหลวงปู่ก็พุดดุเอาว่า

“ไม่มีสัมมาคารวะ  เจ้านายกำลังเสด็จเซ่อซ่าเข้ามาได้ไง”

เสด็จในกรมได้ยินหลวงปู่กล่าวดุพ่อค้าจีนรายนั้น พระองค์จึงตรัสขัดขึ้นว่า 

“โธ่ หลวงพ่อก็ในเมื่อสัตว์ผู้ยากที่ไหน ๆ พากันมาหาหลวงพ่อด้วยกันทั้งนั้น หลวงพ่อช่วยสงเคราะห์เขาไปเถอะ”

หลวงปู่ศุขฟังเสียงขัดของเสด็จในกรมอย่างนั้น  ก็มีท่าทางไม่พอใจที่เสด็จในกรมมาขัดคอต่อหน้าพ่อค้าจีน  (แต่บางคนวิเคราะห์ว่าเป็นการแกล้งทำโกรธเพื่อจะลองวิชาให้พระองค์ได้เห็น) ขณะเดียวกันพ่อค้าจีนที่เข้าไปขอน้ำมนต์ก็ถือขวดโหลใส่น้ำเตรียมมาพร้อมเพื่อให้หลวงปู่เสกน้ำมนต์ให้  ทันใดสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  หลวงปู่ศุขผุดลุกขึ้นยืนแล้วเปลื้องอังสะออก  ทันใดนั้น ทั้งเสด็จในกรมและพ่อค้าจีนก็แลเห็นหลวงปู่ศุขกระโดดลงไปนั่งอยู่ในขวดโหลของพ่อค้าจีนรายนั้น ขวดโหลใบเล็กแต่มีร่างย่อของหลวงปู่ศุขนั่งแช่น้ำอยู่ในนั้น เป็นที่อัศจรรย์นัก

การเข้าไปอยู่ในขวดโหลเกิดขึ้นรวดเร็วจนใคร ๆ จับตาดูไม่ทันว่าท่านหายตัวและย่อตัวลงไปตอนไหน ท่านนั่งแช่น้ำในขวดโหลอยู่ครู่หนึ่งจึงกระโดดออกจากขวดโหล  พ่อค้าจีนยกมือขยี้ตาตัวเองด้วยความฉงน ส่วนหลวงปู่ศุขเดินไปหยิบอังสะมาครองเช่นเดิม แล้วกลับมานั่งลงเบื้องหน้าของเสด็จในกรมและพ่อค้าจีน

“น้ำมนต์เสร็จแล้ว เอาไปสิ” 

หลวงปู่ศุขบอก  พ่อค้าชาวจีนก็รีบปิดฝาขวดน้ำมนต์แล้วกราบลาหลวงปู่ไป ปล่อยให้เสด็จในกรมและหลวงปู่ศุขได้สนทนากันต่อไป

ชาวจีนผู้นี้เมื่อได้น้ำมนต์ไปใช้สมใจนึก  ก็ล่องเรือไปค้าขายที่กรุงเทพฯ ได้กำไรเกินคาด  ขากลับขึ้นมาจากกรุงเทพฯ จึงซื้อ “ลิ้นจี่กระป๋อง”  มาถวายหลวงปู่  บังเอิญตอนนั้นหลวงปู่จำวัดอยู่พอดี และเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อหลวงปู่จำวัดนั้น “ห้ามมิให้ผู้ใดปลุกเด็ดขาด”  นอกจากเป็นเวลาฉันเพลหรือฉันยา  โดยอนุญาตให้เด็กวัดใช้ไม้เคาะที่ฝากุฏิเป็นสัญญาณ  แต่พ่อค้าจีนผู้นี้ก็ยังกะเล่อกะล่าเข้าไปปลุกท่านตื่นขึ้นมา  หลวงปู่คว้าตาลปัตรซึ่งอยู่ใกล้มือตีชาวจีนผู้นั้นทันที สิ่งที่หลวงปู่ทำนั้นแม้จะแฝงด้วยอารมณ์โกรธ  แต่ก็ไม่ทำร้ายใครให้ได้บาดเจ็บ  เพียงแต่ทำให้ตกใจเพราะตาลปัตรเป็นของเบาและแบน เป็นการเตือนชาวจีนให้ทราบว่าตัวท่านไม่พอใจและควรมีสัมมาคารวะนั่นเอง

ปรากฏการณ์อัศจรรย์ของหลวงปู่ศุขที่เข้าไปอยู่ในขวดโหลคราวนี้เป็นต้นเหตุให้กรมหลวงชุมพรฯ ขอเรียนวิชานี้กับหลวงปู่และเป็นผลสำเร็จ พระองค์ได้นำไปทดลองแสดงให้ “หม่อม” ของท่านดูเป็นขวัญตา  ดังปรากฏในหนังสือ “พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พลเรือเอกกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์”  เขียนโดย ชัยมงคล อุดมทรัพย์  มีใจความว่า

คราเมื่อกรมหลวงชุมพรฯ ได้กลับจากการเรียนวิชากับหลวงปู่ศุขมาใหม่ ๆ ได้มีบัญชาให้หม่อมทุกคน (ที่เคยมาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า กับเสด็จในกรมจำนวน 8 คน ดังปรากฏรายนามตามลายเซ็นในสมุดเยี่ยมของขุนเธียรแพทย์)  มารวมกันแล้วให้หาขวดโหลใส่น้ำสะอาดมาใบหนึ่ง ครั้นแล้วสั่งให้หม่อมทุกคนหลับตาและกลั้นลมหายใจจนเต็มกลั้น  แล้วจึงลืมตาขึ้นมาใหม่  หม่อมทุกคนจึงได้เห็นต่อหน้าต่อตาว่า พระองค์ประทับทรงพระสรวลอยู่ภายในขวดโหลนั้นอย่างสำราญพระอารมณ์

เมื่อหม่อมทั้ง 8 ได้อึดใจอีกครั้งหนึ่งและหลับตาลงพร้อมกันอีกครั้ง  ต่างก็ได้เห็นเสด็จในกรมทรงออกมายืนอยู่ข้างโต๊ะที่วางขวดโหลเป็นร่างปกติพร้อมกันนั้นตรัสว่า “เป็นวิชาที่เรียนมาจากหลวงพ่อศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า"


ความเห็นที่: 108 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:28 น.
                     @เสือมาทดสอบจิต@

เรื่องนี้หลวงพ่อเจริญ  ธมมถิโร    ได้เล่าให้ฟังว่า    ครั้งหนึ่งกรมหลวงชุมพรฯ   เสด็จมาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าพร้อมด้วยหม่อมของท่านหลายคน

ในครั้งนั้นเสด็จในกรมได้เดินเข้าไปชมภายในพระอุโบสถ ซึ่งพระองค์ได้เขียนภาพไว้ที่ผนังด้านใน  ทางด้านทิศตะวันตก (เป็นภาพพระแม่อุมา)  หลังจากที่พระองค์ได้เข้าไปชมเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาข้างนอก   พระอุโบสถ ทันใดนั้นเอง  พอพระองค์เดินเลี้ยวพ้นมุมพระอุโบสถเท่านั้นก็ปรากฏร่างของเสือตัวใหญ่ตัว หนึ่งยืนผงาดแยกเขี้ยวคำรามเข้าใส่พระองค์ด้วยเสียงอันดังแห่งเจ้าป่า  ในวินาทีแรกเสด็จในกรมทรงตกพระทัย  ชะงักงัน  บรรดาหม่อมน้อย ๆ ของพระองค์ต่างร้องวี้ดว้ายด้วยความกลัวพากันกระถดถอยหนีจ้าละหวั่น  แต่พระองค์ก็ชายชาติเชื้อทหาร  เป็นศิษย์มีครู  เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อทรงระลึกได้เช่นนี้จึงบอกเดินต่อไปท่ามกลางสายตาของเหล่าหม่อม  เสือตัวนั้นได้ก้าวถอย พอพ้นพระอุโบสถเสือใหญ่ตัวนั้นก็หายลับไป

กรมหลวงชุมพรฯ  เดินตามทางต่อไปด้วยอิริยาบถปกติจนถึงถาน (ส้วม)  ของหลวงปู่ศุข  ก็พบจีวรหลวงปู่พาดอยู่ข้างฝาถานอันทำด้วยไม้ ทันใดนั้นหลวงปู่ได้เดินออกมาพร้อมกับยิ้มให้ กรมหลวงชุมพรฯ ก็ทรงยิ้มตอบพร้อมกับยกมือขึ้นนมัสการ

กรมหลวงชุมพรฯ ได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกชนิดที่ท่านสนพระทัย  มียกเว้น 4 อย่างเท่านั้นที่หลวงปู่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ได้เพราะอาจารย์ของท่านสั่งห้าม  วิชาดังกล่าวประกอบด้วย

1.  ทางคด  บางแห่งเรียกกระสุนคด  วิชานี้นับว่ามีอันตรายอย่างสูง  ถ้าตกอยู่กับคนไม่ดี เพราะวิชานี้เสกลูกปืนเพียงลูกเดียวยิงเข้าไปในกองทัพข้าศึก ทหารจะล้มตายทั้งกองทัพ  วิชานี้หลวงปู่ศุขเคยทำให้พระองค์เห็นเมื่อครั้งหลวงปู่รับนิมนต์ไปพักที่วังนางเลิ้ง โดยหลวงปู่เสกลูกปืนลูกเดียวยิงใบบัวในสระทะลุทุกใบ (คันกระสุนวิเศษที่ใช้ยิง “ทางคต” นี้ทำจากไม้ที่ถูกฟ้าผ่า โดยหลวงปู่ทำขึ้นด้วยมือท่านเอง  ปัจจุบันอยู่ที่วัดศรีวิชัยวัฒนาราม   จ.ชัยนาท)

2.   วิชาเสกขี้เถ้าเป็นไฟประลัยกัลป์  เมื่อนำขี้เถ้าไฟมาปลุกเสกแล้วสาดออกไปทางทิศใดจะบังเกิดไปอาคมดวงใหญ่ไหม้ลุกลามใหญ่โตทางทิศนั้น ข้าศึกศัตรูไม่อาจผ่านและดับไฟได้ หากขี้เถ้าอาคมตกลงในเมืองไหน  บ้านเมืองนั้นจะพินาศเป็นจุณ

3.  เสกข้าวสารให้เป็นภูเขา เมื่อนำข้าวสารมาบริกรรมปลุกเสกแล้วขว้างไปทางทิศใดจะเกิดเป็นภูเขาใหญ่ขึ้นในทิศทางนั้น  ซึ่งวิชานี้จะทำให้บังเกิดแผ่นดินไหว กระแสน้ำไหลบ่าท่วมฉับพลัน บังเกิดภูเขาไฟระเบิด  และมีพายุร้ายต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ผู้คนในทิศทางนั้นจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

4.  เสกทรายให้เป็นน้ำ  วิชานี้เมื่อบริกรรมเสกทรายแล้วสาดซัดออกไปจะปรากฏเป็นน้ำ เป็นห้วยหนองคลองบึงจนถึงแม่น้ำใหญ่  (จะบังเกิดฝนตกหนัก  ฟ้าผ่า  และอุทกภัยต่าง ๆ ในบริเวณนั้นได้)  วิชานี้หลวงปู่ศุขกล่าวว่าสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำได้

วิชาพิเศษทั้ง 4 อย่างนี้  สอนให้ใครไม่ได้ นอกนั้นหลวงปู่ศุขสามารถสอนให้กรมหลวงชุมพรฯ  ได้ทั้งสิ้น

การฝึกสอนนี้กระทำกันทั้งที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าและที่วังกรมหลวงชุมพรฯ เองที่กรงเทพฯ


ความเห็นที่: 109 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:30 น.
                 @เรียนวิชาพิเศษ "ระเบิดน้ำ"@

จากบันทึกของนายแพทย์สำนวน  ปาลวัฒน์วิไชย ที่ออกสอบถามชาวบ้านคนเก่าแก่ที่มีชีวิตอยู่ เพื่อเขียนถึงการเรียนวิชาขมังเวทของเสด็จในกรมกับหลวงปู่ศุข  ได้บันทึกไว้เป็นใจความดังนี้

อันการเรียน  “ระเบิดน้ำ”  ของกรมหลวงชุมพรฯ นี้ นายแฉล้ม เอี่ยมรอด คนเก่าแก่ได้เล่าว่า (เล่าเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2521  และได้สอบถามเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2521)  ได้มีการเรียนระเบิดน้ำกันในเดือน 4  หลังจาก นายแฉล้ม บวชได้ประมาณ 4 พรรษา ตกประมาณเดือนมีนาคม 2464

คราครั้งนั้น กรมหลวงชุมพรฯ ได้ฝึกเรียนระเบิดน้ำกับหลวงปู่ศุขที่โบสถ์น้ำหน้าวัด โดยเสด็จในกรมนั่งบริกรรมอยู่บนโบสถ์น้ำพักหนึ่ง ก็กระโดดไปในน้ำตูมใหญ่  แต่กรมหลวงชุมพรฯ  สามารถทนอยู่ใต้น้ำได้เพียง 4  อึดใจใหญ่เท่านั้น แล้วพระองค์ก็ทรงโลดขึ้นมาบนผิวน้ำ จนผิว****กระจาย จากนั้นพระองค์ทรงกล่าวกับหลวงปู่ว่า “ทนไม่ไหว” 

ผลการทดสอบเรียนระเบิดน้ำในวันแรกไม่อาจเป็นผลสำเร็จได้  ในวันรุ่งขึ้นกรมหลวงชุมพรฯ  ได้ขอทดสอบผลการเรียนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พระองค์มีความตั้งใจสูงแบบยอมตายถวายชีวิตกับวิชาพิเศษนี้ทีเดียว

ฝ่ายหลวงปู่ศุขก็เอาจริงเช่นกัน แต่ท่านก็มีความเสี่ยงเพราะศิษย์ท่านนี้มิใช่สามัญชน  หากเป็นถึงโอรสของพระมหากษัตริย์ ทว่าศิษย์กับอาจารย์ต่างก็ “ใจถึง”  ด้วยกัน  โดยหลวงปู่นั้นถึงกับเตรียมไม้ถ่อค้ำเรือไว้อันหนึ่ง  ไม้ถ่อนี้ท่านยืมมาจากเรือบรรทุกข้าวที่จอดอยู่หน้าวัด  หลวงปู่บอกว่า “ถ้าโผล่ขึ้นมาอีกจะเอาไม้ถ่อค้ำคอ”  ปรากฏว่าในการทดสอบครั้งที่ 2  เสด็จในกรมสามารถผ่านการทดสอบได้สำเร็จ   คือทนอยู่ในน้ำได้ถึง 3 ชม.  แล้วจึงขึ้นบก

ในบันทึกยังเล่าว่าหลวงปู่ศุขปลื้มใจมากที่ศิษย์เอกเรียนวิชานี้ได้สำเร็จ ท่านได้คุยให้ชาวบ้านและมัคนายกฟังว่า  การที่กรมหลวงชุมพรเรียนครั้งนี้สำเร็จ เพราะได้ฝึกจิตได้สูงแล้วนั่นเอง

การเรียน “ระเบิดน้ำ”  นี้ทำในตอนกลางวัน  หลังจากที่หลวงปู่ฉันเพลแล้ว โดยมีชาวบ้าน  มัคนายก และพระเณรที่วัดร่วมดูอยู่ประมาณ 20-30 คน  รวมทั้งพระภิกษุแฉล้ม  (นายแฉล้ม เอี่ยมรอด)  ผู้เล่าด้วย

ในบันทึกของนายแพทย์สำนวน ปาลวัฒน์วิไชย ยังกล่าวอีกว่าได้มีโอกาสคุยกับนายเชื้อ แตงฉ่ำ  บ้านหมู่ที่ 5 ต.หาดท่าเสา  อ.เมือง  จ.ชัยนาท อายุ 84 ปี  ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่าตนเคยเห็นกรมหลวงชุมพรฯ เรียนระเบิดน้ำกับหลวงปู่ศุขด้วยตาตนเอง  ดังนี้

ครานั้น  ตัวผู้เล่ารู้ว่ากรมหลวงชุมพรฯ เสด็จมาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพราะผู้ใหญ่บ้านบอกเมื่อตนไปที่วัดก็เห็นกรมหลวงชุมพรฯ  ซึ่งสักตามตัวจนดูดำไปหมด  ได้ถือดอกไม้ธูปเทียนเดินตามหลวงปู่ไปที่แพโบสถ์น้ำ

เมื่อพิธีเริ่มขึ้นกรมหลวงชุมพรฯ  ลงไปที่แพโบสถ์น้ำต่อหน้าหลวงปู่ศุข  ผู้เป็นอาจารย์ซึ่งนั่งบริกรรมอยู่ ครั้นแล้วพระองค์ท่านได้กระโดดลงไปในน้ำ  ดำผุดดำโผล่อยู่หลายครั้ง  ครั้งสุดท้ายหลวงปู่จับพระเศียรกรมหลวงชุมพรฯ กดลงไปในน้ำ คราวนี้เสด็จในกรมจมหายลงไปในน้ำนานมากเป็นชั่วโมง ๆ จนนายเชื้อเองคิดว่าเสด็จในกรมต้องสิ้นพระชนม์แน่คราวนี้

ทว่า ท่าทีสีหน้าของหลวงปู่มีแต่ความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างสูง  ไม่ได้มีความวิตกกังวลแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปจนพิธีเสร็จ กรมหลวงชุมพรฯ โผล่ขึ้นมาแล้วปีนขึ้นแพโบสถ์น้ำ ทำให้นายเชื้อ หายใจโล่งอก

หลวงปู่ศุขได้เดินขึ้นฝั่งไปที่กุฏิ มีเสด็จใจกรมเดินตามและพากันขึ้นไปบนกุฏิ

ยังมีเรื่องการเรียนระเบิดน้ำของกรมหลวงชุมพรฯ  อีกเรื่องหนึ่ง  จะเป็นการเรียนระเบิดน้ำขั้นต้นหรืออย่างไรก็สุดจะสันนิษฐานได้  เพราะเป็นเรื่องของการ “แอบดู”  และได้เห็นมา ดังนี้

นางหีบ สุขทอง  เป็นผู้เล่าเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2523  มีใจความว่า คราวนั้น นางหีบได้คลอดบุตรและกำลังอยู่ไฟในตอนกลางวันสามีของตนชื่อนายยอด  ได้ทราบจากผู้ใหญ่อุ่น ศุภรัตน์  ว่าตอนกลางคืนกรมหลวงชุมพรฯ  จะเรียนระเบิดน้ำ  จึงได้ชวนกันไปแอบดู

หลวงปู่ศุขและกรมหลวงชุมพรฯ ฝึกเรียนกันในตอนเที่ยงคืนวันเพ็ญเดือน 12  มีทหารควบคุมทางเข้าทุกทางไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปดู  หลวงปู่เดินนำกรมหลวงชุมพรฯ  ลงไปในน้ำตรงต้นมะเดื่อหน้าวัดทางทิศใต้  กรมหลวงชุมพรฯ ถือเทียน 7 เล่ม  พนมมือ  หลวงปู่ศุขเอาบาตรครอบพระเศียรกรมหลวงชุมพรฯ  แล้วกดลงไปในน้ำ

เสด็จในกรมทะลึ่งพ้นน้ำขึ้นมาถึง 2 ครั้ง จนหลวงปู่ศุขต้องกล่าวว่า  “จะไม่เอาหรือไง ตัดสินใจให้ดี”  คราวนี้หลวงปู่กดบาตรที่ครอบพระเศียรลงไปนานมาก เสด็จในกรมจึงโผล่ขึ้นเหนือน้ำและเทียนดับหมด

เรื่องนี้จะเป็นการเรียนวิชาอะไรไม่ทราบแน่นอน เพราะนายยอดเป็นผู้เล่าให้นางหีบฟัง

อันวิชา  “ระเบิดน้ำ”  นี้ก็เป็นวิชาเดียวกับที่ไกรทองใช้ลงไปปราบชาละวัน จระเข้ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ ในตำนานท้องถิ่นไทยนั่นเอง คือการจุดเทียนส่องลงไปใต้น้ำโดยเทียนไม่ดับ

ว่ากันว่าน้ำจะระเบิดเป็นช่องลงไปในบาดาล  ผู้สำเร็จวิชานี้เดินไปในน้ำหายใจดุจบนบก ไม่มีอันตรายใดๆ

เป็นที่คาดกันว่าการที่กรมหลวงชุมพรฯ  ต้องการเรียนวิชานี้เพื่อคิดช่วยชาติบ้านเมืองในยามคับขัน โดยใช้ยุทธวิธีลงไปในน้ำระเบิดเรือรบข้าศึก


ความเห็นที่: 110 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:31 น.
                   @ผ้าเจียดของพระอาจารย์@

การเรียนพุทธาคมของเสด็จในกรมเป็นไปด้วยดีจนคนทั่วไปยอมรับว่า  กรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีกฤติยาคมสูงส่งหาใครเทียบเสมอได้ในยุคนั้น

ในกองทัพเรือยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ข้าราชบริพาร  จนถึงลูกศิษย์ที่เป็นนักเรียนนายเรือ รู้กันว่าพระองค์ทรงโปรดการลองวิชา และชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยความผาดโผนมหัศจรรย์ยิ่งนัก

ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  (รัชกาลที่ 6)  ครองราชย์อยู่นั้น  เป็นยุคที่กีฬามวยไทยเฟื่องฟู  ค่ายมวยต่าง ๆ ผุดขึ้นมากมาย ทางราชสำนักจึงจัดให้มีการแข่งขันกีฬามวยไทยขึ้นในกรุงเทพฯ  เพื่อหาเงินบำรุงสมทบทุนซื้อปืนให้กองเสือป่าทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้นายแม็ค เศียรเสวี (พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี)  นายเสือป่าใหญ่ เป็นผู้จัดการหาเงินสมทบมีประกาศเรียกนักมวยฝีมือดีจากทุกภาคทุกหัวเมืองให้เข้ามาอยู่รวมกันโดยพักอยู่ที่สโมสรเสือป่า ใกล้เขาดินวนา และในสมัยนั้นเองได้มีนักมวยจากโคราช ฝีมือยอดเยี่ยมมีชื่อเสียงเข้ามาร่วมอยู่ด้วย คือ นายทับ จำเกาะ  และนายยัง หาญทะเล

โดยเฉพาะนายยัง หาญทะเล มีชื่อเสียงดีเป็นพิเศษ นักมวยคนนี้เป็นชาวนครราชสีมา  บ้านอยู่ตำบลหัวทะเล ฝีมือในการชกมวยจัดว่าสูงมาก เพราะเคยชกนักมวยจีนชั้นครูถึงแก่ความตายไปถึง 2 คน

แต่ข่าวบางกระแสกล่าวว่า นายยัง หาญทะเล เป็นศิษย์เอกของเสด็จในกรม เนื่องจากนายยังเคยรับราชการทหารเรือ เพราะความมีชั้นเชิงในเรื่องหมัดมวยติดตัวมาด้วย  เสด็จในกรมจึงทรงโปรดปรานนายยังเหนือกว่าใคร ๆ

ในคราวเสด็จประพาสเรือรบหลวง  เกี่ยวกับการฝึกภาคทะเล  นายยังคนนี้ก็ติดตามไปด้วย ขณะเรือรบหลวงกำลังแล่นฝ่าคลื่นกลางทะเลลึกในอ่าวไทยในวันหนึ่ง  ก็มีเสียงเป่าแตรเรียกทหารประจำการเข้าแถว  แล้วเสด็จในกรมทรงดำเนินตรวจพลบนดาดฟ้าเรือ จากนั้นทรงมีรับสั่งให้เรือรบหลวงทอดสมอลอยลำกลางทะเล  ในโอกาสนี้เสด็จในกรมทรงแจกผ้าเจียดลงเลขยันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ทหารทุกคน พระองค์มีรับสั่งว่า

“ผ้าเจียดที่ข้านำมาแจกแก่พวกเจ้านี้ เป็นของท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่า  มีอานุภาพและอภินิหารยิ่ง  ถ้าใครมีความเคารพนับถือสามารถเดินบนผิวน้ำไม่จมน้ำตายและป้องกันสัตว์ร้ายนานาชนิด  การที่นำมาแจกในวันนี้ใครจะทดลองโดดลงในทะเลให้ข้าดูบ้างหรือไม่”

ทหารทุกคนฟังแล้วเงียบกริบ  ไม่มีใครกล้าตอบและคงไม่มีใครคิดเสี่ยง เพราะขณะนั้นเรือลอยลำอยู่ท่ามกลางดงฉลาม เสด็จในกรมรู้สึกไม่พอพระทัยในความไม่พูด ไม่กล้าของเหล่าทหารทั้งหลาย พระองค์จึงตรงมาที่นายยัง หาญทะเล ทรงรับสั่งถามว่า  “อ้ายยัง เอ็งพอจะกล้าลงไปว่ายเล่นในทะเลให้สนุกสักครั้งหรือไม่  ให้ข้าเห็นความศักดิ์สิทธิ์ในผ้าเจียดของท่านอาจารย์สักหน่อยไม่ได้รึ”

นายยังทูลตอบ “เมื่อเป็นพระประสงค์  กระหม่อมจะขออาสาพระเจ้าข้า” 

เสด็จในกรมดีพระทัย พร้อมกับทรงพระสรวลอย่างชอบใจในความไม่ประหวั่นพรั่นพรึงของนายยัง จึงรับสั่งอีกว่า

“อ้ายยัง  มึงสมชายชาติทหาร  จะรอช้าอยู่ทำไม อาราธนาแล้วระลึกถึงท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่าเสียก่อน  แล้วกระโดดลงไปเลย”

นายยังยอดนักมวยเมืองโคราชจึงออกเดินไปยังกราบเรือ  แล้วก็พุ่งตัวลงในทะเลลึกอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น  เหมือนปาฏิหาริย์  เหล่าทหารเรือทุกคนได้เห็นนายยังลงไปยืนเด่นบนผิวน้ำอย่างอัศจรรย์ และรอบข้างนายยังมีปลาฉลามหลายตัวเวียนว่ายอยู่รอบ ๆ แต่ไม่ได้ทำอันตรายนายยังแม้แต่น้อย

ทหารเรือต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเพราะบุญบารมีกฤติยาคมของเสด็จในกรมและความขลังศักดิ์สิทธิ์ของผ้าเจียดหลวงปู่ศุข  ลูกประดู่ทุกคนรีบยกผ้าเจียดขึ้นไว้ทันที

ครั้นนายยังไต่บันไดเรือขึ้นมา  ก็คุกเข่าเข้ากราบถวายบังคมเสด็จในกรม  พระองค์ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย ก้มพระวรกายลงเอาพระหัตถ์ลูบศีรษะนายยังด้วยความเอ็นดูพลางตรัสว่า

“อ้ายยัง  เอ็งนี่หาญทะเล  สมสกุลที่ข้าตั้งไว้ให้ดีแท้”


ความเห็นที่: 111 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:32 น.
                  @เจอตากัน ยอดนักเลง@

ครั้นเสด็จในกรมไปตากอากาศทางเรือ  พอถึงสัตหีบก็เอาเรือเล็กลงเพื่อเที่ยวหายิงสัตว์ให้เพลิดเพลินบนเกาะ  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนกกระยางฝูงหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ทรงประทับปืน ร.ศ. และเหนี่ยวไกยิงทันที น่าประหลาด  ลูกกระสุนปืน ร.ศ. กลับไม่ระเบิด  พยายามยิงหลายครั้งก็ยิงไม่ออกอยู่ดี เสด็จในกรมทรงประหลาดพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงสงบนิ่งหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง  จึงลืมพระเนตร รำพึงขึ้นว่า

“ชะรอยจะต้องมีผู้มากอาคมอยู่บนเกาะแห่งนี้แน่”  จากนั้นพระองค์ทรงพระราชดำเนินชมแมกไม้ไประยะหนึ่ง ก็เหลือบเห็นกระต๊อบเล็กอยู่หลังหนึ่งมุงด้วยจาก  เสด็จในกรมจึงแวะเข้าไปดูพร้อมกับมหาดเล็ก

ขณะเดียวกัน  ประตูกระต๊อบเปิดออก ชายวัย 50 ปีเศษ ก้าวเดินออกมา เขามองดูเสด็จในกรมและมหาดเล็กอย่างเฉยชา แล้วพูดด้วยซุ่มเสียงขึงขังว่า “นี่..พวกนี้จะมาล่าสัตว์ในป่านี้ไม่ได้นะ”   เสด็จในกรมทรงพระสรวลก้องพลางตรัสว่า “สัตว์ในป่านี้แกเลี้ยงไว้ตั้งแต่เมื่อไร..แกชื่ออะไรล่ะ”  ชายสูงอายุตอบ  “ชื่อกัน” 

เสด็จในกรมถามอีก “ทำไมมาอยู่ที่นี่คนเดียว  ไม่กลัวเสือกินหรือ” 

“ไม่อยากอยู่ใกล้มนุษย์มันเหม็นสาบ ข้าอยู่ที่นี่นายแล้ว  ตกเบ็ดหาปลา เก็บผักเก็บหญ้ากิน เลี้ยงตัวคนเดียวสบายใจดี.. แกล่ะเป็นใคร บังอาจมายิงสัตว์ในป่าที่ข้ารักษาอยู่  ในแถวนี้ไม่มีใครกล้ามารังแกสัตว์ในเกาะนี้หรอกนะ”  ตากันบอก เสด็จในกรมได้ฟังคำพูดเย่อหยิ่งของตากัน  ทรงรู้สึกหมั่นไส้เหลือกำลัง จึงตรัสออกไปว่า

“แกนี่รู้สึกอวดดีนักนะ  เดี๋ยวก็จับตัวไปถ่วงลงในอ่าวให้ขาดใจตายเสียเลย”

ตากันได้ฟังก็หัวเราะลั่นไม่แยแสคำขู่ แล้วยังพูดท้าทายอีกว่า  “อย่าว่าแต่อ่าวแค่นี้เลย  ในท้องทะเลข้ายังเคยเดินเล่นนั่งเล่นหลาย ๆ วันเลย  พวกเอ็งเก่งจริงจับข้าใส่กระสอบมัดเอาไปถ่วงในอ่าวได้เลย”

เสด็จในกรมถูกลองดีอย่างนี้มีหรือจะทรงยอม  และอยากดูของดีจากตากันด้วย  ทรงรับสั่งมหาดเล็กที่ติดตามมาด้วยช่วยกันจับตากันมักใส่กระสอบ  เอาขึ้นเรือเล็กไปถ่วงที่เรือรบจอดทอดสมออยู่ โดยเอาเชือกโยงปากกระสอบติดไว้กับเรือรบ  ทั้งยังทรงรับสั่งอีกว่า “ถ่วงให้นานครบ 24 ชม. แล้วค่อยเอาขึ้น ถ้าตายก็เอาไปฝังบนเกาะให้เป็นผีเข้าเกาะไปเลย”(กล่าวกันว่าเสด็จในกรมทรงทราบดีว่า“ตากัน” มีวิชาไสยเวทพอตัว จึงเกิดการลองวิชากันขึ้น) 

ครั้นครบ 25 ชม. ทหารเรือก็ช่วยกันดึงกระสอบขึ้นมาบนเรือ แล้วแก้มัดปากกระสอบออก  ทุกคนต้องตะลึงเพราะเห็นตากันนั่งขัดสมาธิยิ้มแฉ่ง เชือกที่เคยมัดมือมัดเท้าหลุดออกหมด  ตากันลุกขึ้นแล้วคลานเข่าเข้ามากราบเสด็จในกรม  (คงทราบแล้วว่าคนที่ตนท้าทายเป็นเชื้อพระวงศ์)  พระองค์จึงตรัสว่า  “ตากัน แกมีวิชาอะไรดี”

ชายขมังเวทรีบทูลตอบ “เกล้ากระผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าจึงมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างพะยะค่ะ”

เสด็จในกรมทรงได้ยินเช่นนั้นก็ปีติยินดีอย่างยิ่ง  ตรัสบอกไปว่า  “เออ..เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันกับฉันนะสิ”  แล้วพระองค์ได้ให้เรือเล็กไปส่งที่ฝั่ง  พร้อมทั้งมอบอาหารการกินที่จำเป็นไปด้วย

ในเวลาต่อมาจึงเรียกอ่าวแห่งนี้ว่า “อ่าวตากัน”

ส่วนตากันนั้นชาวบ้านย่านสัตหีบและบางเสร่นั้นศรัทธากันมาก จนเป็นที่เลื่องลือว่า แกเก่งด้านกสิณ  สามารถที่จะใช้อำนาจจิตบังคับธรรมชาติได้ เช่น  ห้ามฝน  ลุยไฟ ล่องหน  กำบังตน เรียกลมเรียกฝนได้

มีวัตถุมงคลที่แกสร้างจนดังสืบมาทุกวันนี้คือ  “ปลัดขิก”  ซึ่งทำมาจากกัลป์ปังหา  ซึ่งมีอยู่ในท้องทะเล  ถือเป็นของขลังตามธรรมชาติ   ว่าวันว่า...หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำปลัดขิกนั้น ก็ร่ำเรียนวิชามาจาก “ตากัน”  นี้แหละ


ความเห็นที่: 112 ตอบโดย: thanatch เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:33 น.

ท่านกรมหลวงฯ ท่านขุนพันธ์ฯ  ต่างเป็นศิษย์หลวงสุขครับ


ความเห็นที่: 113 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:34 น.
               @หลวงปู่ศุข ให้ตะกรุดสามกษัตริย์@

ในคราวหนึ่งกรมหลวงชุมพรฯ ได้เสด็จไปเยี่ยมหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า  มีจางวางถึกตามเสด็จไปด้วย พร้อมกับทหารเรืออีกหลายนาย  และวันนั้นหลวงปู่ศุขได้ทำพิธีลงตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมซึ่งขณะนั้น เป็นเวลา 12.00 น. พอดี หลวงปู่ได้กล่าวกับเสด็จในกรมว่า

“วิชาอาคมต่าง ๆ อาตมภาพได้ประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์ไว้มากแล้ว  แต่ยังขาดของสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้พระองค์จะขาดไม่ได้เพราะจะต้องติดตัวไว้กับพระองค์เสมอ เป็นของวิเศษที่มีอภินิหารมาก”

นอกจากนี้หลวงปู่ได้ตระเตรียมสิ่งของไว้ให้คือ แผ่นโลหะเป็นเงินหนัก 1 บาท นาคหนัง 1 บาท ทองคำหนัก 1 บาท รวมเป็น 3 กษัตริย์  สามารถแก้อาถรรพณ์ต่าง ๆ ได้

เมื่อลงตะกรุดแล้วเอาด้ายสายสิญจน์มาเสกแล้วควั่นร้อยผูกเอวหรือจะคล้องคอก็ได้  ของสิ่งนี้แหละที่หลวงปู่ศุขตั้งใจทำถวาย และกล่าวกับพระองค์อีกว่า  “รอเดี๋ยว เข้าที่บูชาก่อน”

จากนั้นหลวงปู่ก็เข้าห้อง  จุดธูปเทียนจนควันตลบออกมาถึงข้างนอก สักครู่หนึ่งจึงเรียกเสด็จในกรมเข้าไปในห้อง  ครู่ใหญ่ทั้ง 2 ก็เดินออกมาจากห้อง ในมือของหลวงปู่ศุขถือเหล็กกับแผ่นโลหะและด้ายควั่นสีขาว  อีกมือหนึ่งถือเทียนเล่มโตนำเสด็จในกรมลงจากกุฏิ  จางวางถึกและทหารคนสนิทรีบก้าวตามออกไปด้วยจนถึงศาลาน้ำหน้าวัด  หลวงปู่จึงพูดว่า

“พระองค์รออยู่ที่นี่เดี๋ยว  อาตมาจะระเบิดน้ำลงไปทำตะกรุดที่กลางแม่น้ำเดี๋ยวนี้”

กรมหลวงชุมพรฯ  มิได้ตรัสตอบแต่ประการใด คงยืนนิ่งอยู่ที่ศาลาพร้อมด้วยเหล่าทหารคนสนิท  ส่วนหลวงปู่ศุขก็หันตัวก้าวเดินลงบันไดท่าน้ำ  มีเทียนเล่มใหญ่จุดไฟลุกโชติช่วง ตัวท่านค่อย ๆ จมหายไปในน้ำในที่สุด

ทุกคนเฝ้ามองด้วยใจระทึก  เพราะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก  น้อยคนจะมีโอกาสเช่นนี้  หลายคนเฝ้าจับจ้องท้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ  ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลวกวนไปมา  นานเกือบหนึ่งชั่วโมง  หลวงปู่จึงเดินขึ้นมาที่บันไดศาลาท่าน้ำ  เทียนยังสว่างเหลือเพียงคืบกว่า ๆ ผ้าสบง จีวร หาได้เปียกน้ำอะไรมากมาย (หมาด ๆ)

หลวงปู่ขึ้นมาแล้วก็มุ่งสู่กุฏิทันที  แต่ก็ไม่ลืมหันมาสั่งเสด็จในกรมฯ ให้ไปกุฏิพร้อมกัน เมื่อเดินไปถึงและเข้าห้องบูชา หลวงปู่เอาเทียนที่เหลือปักไว้บนโต๊ะหมู่บูชา  จึงได้นั่งลง  หลวงปู่ศุขส่งตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมฯ  พลางว่า

“เก็บไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนก็ให้เอาติดตัวไปด้วย”

พระองค์ทรงกราบแล้วรับเอาตะกรุดจากหลวงปู่ พลางตรัสถามว่า  “ท่านอาจารย์  ตะกรุดนี้มีข้อห้ามอะไรหรือไม่”  หลวงปู่บอก  “ไม่มีห้ามอะไร  ทองคำตกอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่นั่นแหละ”

จากนั้นหลวงปู่เอาพระเครื่ององค์เล็กดำ ๆ มาแจกให้เหล่าทหารที่ตามเสด็จพร้อมกับประพรมน้ำมนต์ให้ทั่วหน้า  จนเวลา 15.30 น.  พระองค์จึงได้มาลงเรือและเสด็จกลับ

ตะกรุดสามกษัตริย์นี้ กรมหลวงชุมพรฯ มิเคยเอาออกห่างพระวรกายเลย เท่าที่ทราบมาตะกรุดดอกนี้ตกอยู่ที่หม่อมเจ้ารังสิยากร  เนื่องจากก่อนที่เสด็จในกรมจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงหยิบตะกรุดสามกษัตริย์ดอกนี้ออกจากคาดเอว มอบให้กับหม่อมของท่าน ทรงรับสั่งว่า “เอาเก็บไว้ให้เจ้าตุ่น”

“เจ้าตุ่น”  นี้คือหม่อมเจ้ารังสิยากร  โอรสพระองค์โปรดของเสด็จในกรม

ในช่วงสมัยมหาสงครามเอเชียบูรพา (เสด็จในกรมสิ้นพระชนม์แล้ว)  หม่อมเจ้ารังสิยากรประทับอยู่ใกล้วัดคอกหมู  คลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี  วันนั้นเวลา 10.30 น.  ฝูงบินฝ่ายสัมพันธมิตรส่งป้อมบินมาทิ้งระเบิดฐานทัพญี่ปุ่น เครื่องบินสีน้ำเงินสะท้อนแสงอาทิตย์วับวาวเต็มท้องฟ้า

หม่อมเจ้ารังสิยากรแหงนหน้ามองฝูงบินที่บินผ่านไปพร้อมกับพูดกับนายทหารผู้หนึ่งที่ยืนมองดูเครื่องบินด้วยกัน “นี่เครื่องบิน บี.27”   ฉับพลันนั้น  ก็ได้ยินเสียงลูกระเบิดที่ลงถล่มทางปากคลองตลาดเทเวศร์สนั่นหวั่นไหว นายทหารผู้นั้นทำความเคารพก่อนจะถามหม่อมเจ้ารังสิกากรว่า “ฝ่าบาทไม่กลัวลูกระเบิดหรือ”  หม่อมเจ้ารังสิยากรได้ฟังก็ควักเอาตะกรุดขึ้นจากกระเป๋าเสื้อชูให้ดู  แล้วพูดว่า  “จะต้องกลัวอะไร นี่..เสด็จพ่อให้ของดีไว้”

ใช่แล้ว  เป็นตะกรุดสามกษัตริย์ที่หลวงปู่ศุขทำถวายกรมหลวงชุมพรฯ นั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-sook-hist-02.htm


ความเห็นที่: 114 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:52 น.
หากเอ่ยชื่อ พระครูวิมลคุณากร คนทั่วไปอาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าใดนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ หลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่าแล้วล่ะก้อ ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าไม่รู้จัก โดยเฉพาะนักนิยมพระเครื่องแล้ว แทบทุกคนต่างใฝ่หาพระเครื่องของหลวงปู่ศุขมาใช้เพราะเชื่อกันว่า พระหลวงปู่ศุขนั้นให้พุทธคุณ ทั้งด้านเมตตามหานิยม และ ด้านแคล้วคลาด คงกระพัน

ภูมิลำเนา - ชีวิตก่อนบวช

             หลวงปู่ศุขท่านอยู่ในละแวก วัดมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ปัจจุบันยังมี  ลูกหลานของท่านอยู่ที่บ้านใต้วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกหลายคน หรือแม้แต่ร้านค้าขายภายในบริเวณวัดเองก็ยังมี  หลวงปู่ศุขท่านใช้นามสกุล เกศเวชสุริยา อีกสกุลหนึ่ง ท่านเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 9 คน ด้วยกัน    เมื่อหลวงปู่ศุขอยู่ในวัยฉกรรจ์ ท่านได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ  ทำมาหากินค้าขายเล็กๆน้อยๆ โดยยึดลำคลองบางเขน ซึ่งมีปากคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้จังหวัดนนทบุรีลงมา ปัจจุบันอยู่ข้างทางเข้าวัดทางหลวง เป็นที่ทำมาหากิน    คลองบางเขนนี้ทอดขึ้นไปเชื่อมกับคลองรังสิต เมื่อก่อนนี้เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางน้ำ        ที่สำคัญ และกว้างขวางเป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น การสัญจรทางน้ำก็หมดความสำคัญลง ปัจจุบันคงจะตื้นเขินไปแล้วก็ได้  เพราะขาดการทนุบำรุงที่ควร     หลวงปู่ศุขท่านทำมาหากินอยู่ในคลองบางเขนอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งได้ภรรยาชื่อนางสมบูรณ์ และกำเนิด     บุตรชายคนหนึ่งชื่อ สอน เกศเวชสุริยา 

บวช

             หลวงปู่ ท่านครองเพศฆาราวาสอยู่ไม่นาน พออายุท่านครบ 22 ปี ท่านได้ลาไปอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขน หรือปัจจุบันชื่อว่า วัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งอยู่ปากคลองบางเขนตอนล่าง ส่วนวัดโพธิ์ทองบน อยู่ตอนเหนือของปากคลองบางเขน ตอนบนบริเวณจังหวัดปทุมธานี   พระอุปฌาย์ท่านชื่อ  หลวงพ่อเชย จันทสิริ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ฝ่ายรามัญ ที่ถือเคร่งในวัตรปฎิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อเชยท่านยังเป็นอาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีความรู้และความชำนาญรู้แจ้งแทงตลอด อีกทั้งทางด้านวิทยาคม         ก็แก่กล้าเป็นยิ่งนัก หลวงปู่ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้จากพระอุปฌาย์ของท่านมาพร้อมกับพระอาจารย์ เปิง วัดชินวนาราม และหลวงปู่เฒ่าวัดหงษ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

กลับภูมิลำเนา

             หลวงปู่ท่านเพลินอยู่ในธรรมเสียหลายปี  จนกระทั่งมารดาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า      ได้ชราภาพลงตามอายุขัย ด้วยความเป็นห่วงใยในมารดาและบิดา ท่านจึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม และได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆที่วัดอู่ทองคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณที่อยู่ลึก เข้าไปในคลองมะขามเฒ่าหรือบริเวณต้นแม่น้าท่าจีนในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพวัดในขณะนั้น ชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพ เกินกว่าที่จะบูรณะให้กลับคืนในสภาพที่ดีได้ต่อไป ท่านจึงได้    ขยับขยายออกมา ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและได้สร้างกุฎิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอเป็นที่อยู่อาศัย ไปพลางก่อน

วัตถุมงคลรุ่นแรก

             สืบต่อมามารดาของหลวงปู่ได้ถึงแก่กรรมและได้จัดฌาปนกิจศพ และในงานนี้เองหลวงปู่ ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็นครั้งแรก เมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่องจากท่านไปได้ปรากฎอภินิหารทางอยู่ยงคงกระพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกันเขี้ยวงา คือสุนัขกัดไม่เข้า ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะบ้านนอกอย่างใน ชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิดเสียเป็นส่วใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ฉนั้น การที่แวะเวียนไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี มิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆ พระเครื่องของหลวงปู่จึงมีชื่อเรื่องสุนัขกัดไม่เข้า เป็นปฐมเหตุก่อน  จึงเกิดความนิยมไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเขี้ยวงาและภยันตรายต่างๆ      สมัยก่อนพระวัดปากคลองเนื้อตะกั่ว จะมีแขวนอยู่ในคอเด็กในท้องถิ่นเกือบจะทุกคน แล้วถ้าไปขอพรหลวงปู่ศุข ท่านมักจะถามว่า "เอ็งมีลูกกี่คน?" ท่านจะให้ครบทุกคน กิตติศัพท์ในความขลังประสิทธิในพระพิมพ์สี่เหลี่ยมของท่านจึงค่อยๆ เผยแพร่จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง ในเวลาไม่ช้าไม่นาน คุณวิเศษของท่านจึงค่อยๆ โด่งดังขจรขจายไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลัก การขนส่งสินค้า ตลอดจนการทำมาค้าขาย จะขึ้นล่องจะต้องอาศัยสายน้ำ เจ้าพระยาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น         เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางทางบกยังทุรกันดาร พอตกเพลาพลบค่ำพ่อค้าพ่อขายเรือเล็กเรือใหญ่จะมาอาศัยนอนค้างแรมที่แพหน้าวัดของท่าน  เพื่ออาศัยบารมีของท่านช่วยป้องกันขโมยขโจร     ที่จะมาประทุษร้ายต่อเลือดเนื้อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าจะเปรียบไปแล้วหน้าวัดของท่านจึงเป็น  เสมือนหนึ่งเป็นชุมทางที่สำคัญนี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยเสริมส่งให้เกียรติคุณของท่านแผ่ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันดี"หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า"

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

          อาจจะเป็นด้วย บุญกุศลของหลวงปู่ศุข กับเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวี  ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5         นับลำดับราชสกุลวงศ์ เป็นพระโอรสพระองค์ที่ 28 และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ ที่1             ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได้สร้างสมกันมาแต่ชาติ         ปางก่อน ดลบันดาลให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งทรงศรัทธาเลื่อมใสในทางมหาพุทธาคมอยู่แล้ว ได้เสด็จประพาสไปในภาคเหนือ  จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกัน  จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์-อาจารย์เพื่อจะได้ศึกษาทางมหาพุทธาคมและปรากฎว่า พระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความ  สามารถได้ศึกษาแตกฉานจนกระทั่งหลวงปู่ศุขเองก็หมดความรู้ที่จะถ่ายทอด จึงแนะนำให้เสด็จในกรมฯไปศึกษาเคล็ดวิชากับหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน จังหวัดพิจิตรต่อ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้น    เมื่อหลวงปู่ศุขท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯ จึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถที่จะสร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่คงเหลือเป็นประจักษ์พยานในปัจจุบันนี้คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯบนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสีน้ำที่กรมศิลปากรยกย่องว่า เสด็จในกรมหลวงชุมพร ทรงมีฝีมือทางการเขียนภาพเป็นอย่างมาก และทรงสอดแทรกอารมณ์ขันในภาพพระพุทธ-เจ้าชนะมารในกระแสน้ำที่พระแม่ธรณีบิดมวยผม ทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัดพาเอาทัพพระยามารไปนั้น พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้ กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฤาษีปัญจวัคคี โดยสอดใส่อารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยัน อย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์เน้นความรู้สึกได้เด่นชัดมาก     ฝีมือของเสด็กในกรมฯ อีกชิ้นหนึ่งก็คือ ภาพเขียนสีน้ำมัน เป็นรูปหลวงปู่ศุขยืนเต็มตัวและถือไม้เท้า ภาพนี้เขียนในขณะที่หลวงปู่ศุข ชราภาพมากแล้ว ท่านจึงต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในการเดิน  ซึ่งภาพนี้ก็ยังปรากฎให้เห็นอยู่ที่วัดปากคลอง  มะขามเฒ่าจวบจนทุกวันนี้  ความสัมพันธ์ ระหว่างอาจารย์ กับ ลูกศิษย์ นอกจากจะถูกอัธยาศัยกันเป็นยิ่งนัก จักเดินทางไปมาหาสู่กันเสมอแล้ว ถ้าเสด็จในกรมฯติดราชการงานเมือง หลวงปู่ก็จะลงมาหา โดยเสด็จในกรมฯได้สร้างกุฎิอาจารย์ ไว้กลางสระที่วัดนางเลิ้ง ซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัววิค   ตอเรีย  มีใบกลมใหญ่ขนาดถาด  และรู้สึกว่ากลางใบจะมีหนามคมด้วย อันนี้ได้รับคำบอกเล่า   จาก ลุงผล ท่าแร่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ศุขมาแต่เล็ก ท่านเป็นชาวอุตรดิตถ์     หรือพิษณุโลก จำได้ไม่ถนัดนัก หลวงปู่ท่านขอพ่อแม่เขามาเลี้ยงเป็นบุตร บุญธรรม เมื่อสิ้นบุญหลวงปู่ศุข ท่านก็ เลยลงหลักปักฐานได้ภริยาอยู่ที่ตำบลท่าแร่ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัชัยนาท       เลยเรียกกันติดปาก ว่า ลุงผล ท่าแร่   แต่อย่างไรก็ตาม ภายในกำหนด 1 ปี หลวงปู่ท่านจะต้องลงมากรุงเทพฯ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย  เพราะเสด็จในกรมฯท่านจะทำวิธีไหว้ครูราวๆ เดือนเมษายน งานจะจัดเป็น 3 วัน วันแรกไหว้ครูกระบี่กระบอง  วันที่สองไหว้ครู****าแผนโบราณ  และวันที่สามไหว้ครูทางวิทยายุทธ์ พุทธาคมและไสยศาสตร์ จัดเป็นงานใหญ่มีมหรสพสมโภชทุกคืน กับมีการแจกพระเครื่องรางของขลังจากหลวงปู่ศุขอีกด้วย แต่ในระยะหลังๆ หลวงปู่ศุขท่านมีอายุ   มากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าใดนัก ท่านจึงไม่ค่อยได้ลงมา

พระเครื่อง-เครื่องรางของขลัง

          การที่ท่านทำพระเครื่องรางของขลัง ได้ประสิทธิ์ มี ฤทธิ์ มีเดช ทั้งๆที่อักษรเลขยันต์พื้นๆนั้น เป็นเพราะอำนาจจิตที่ท่านได้ฝึกฝนมานั้น กล้าแกร่งยิ่งนัก โดยเฉพาะกสิณธาตุทั้งสี่ มี ดิน น้ำ ลม ไฟ นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจอิทธิฤทธิ์ทางใจเลยทีเดียว สำหรับการสำเร็จวิชาชั้นสูงเรียกว่า มายาการ คือความเชื่อถือและการปฏิบัติ ที่มุ่งหมายให้เกดิผลด้วยการ ใช้พลังหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นของขลัง พิธีกรรม หรือ หลีกลี้ลับ บังคบให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ เช่น ท่านเสกใบมะขาม ให้เป็น ตัวต่อ ตัวแตน เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย ตลอดจนการผูกหุ่นพยนต์ด้วยฟางข้าว เสกคนให้เป็นจระเข้เป็นต้น มันเป็นมายาการชั้นสูง คือการบังคับให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ  แท้ที่จริงแล้วใบมะขามก็ยังคงเป็นใบมะขาม หัวปลี ก็ คงเป็นหัวปลี และหุ่นฟาง ก็คงเป็นหุ่นฟางเหมือนเดิม เว้นแต่อำนาจจิตของท่านทำให้เราเห็นไปเอง จากหนังสือ "พระกฐินพระราชทาน สมาคมศิษย์อนงคาราม ปี 2519 เรื่องพระใบมะขาม " ท่านผู้เขียนอดีตเป็นพระมหา มีหน้าที่ไปอุปัฏฐากหลวงปู่ศุขขณะที่อาราธนาท่านมาปลุกเสกพระชัยวัฒน์ และพระปรกใบมะขาม (พ.ศ.2459)ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "เมื่อข้าพเจ้าไปอุปัฏฐากหลวงพ่อแล้ว  มีชาวบ้านชาววัดมาขอให้หลวงพ่อลงกระหม่อมบ้าง ลงตะกรุดพิสมรบ้าง โดยยื่นแผ่น เงิน ทอง นาก ให้ลงคาถา บางคนขอเมตตา บางคนขอการค้าขาย หลวงพ่อให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ลง ข้าพเจ้าถามว่า การค้าขายจะให้ลงว่ากระไร ท่านบอกว่า "นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู "   ข้าพเจ้าจึงบอกว่า "หลวงพ่อครับ ผมไม่มีความขลัง ลงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร " หลวงพ่อบอกว่า" มันอยู่ที่ผมเสกเป่านะคุณมหา"ข้อนี้ยืนยันว่าเป็นความจริง เพราะระหว่างนั้นข้าพเจ้าให้หลวงพ่อลงกระหม่อม และท่านเสกเป่าไปที่ศรีษะตั้งหลายครั้ง เมื่อท่านเป่าที่กระหม่อมทีไร ข้าพเจ้าขนลุกชันทั่วทั้งตัวทุกครั้ง ทั้งที่ข้าพเจ้าฝืนใจไม่ให้ขนลุก ก็ ลุกซู่ทุกครั้งที่ท่านเป่า ข้อนี้เป็นมหัศจรรย์ จริงๆ ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นแต่ข้าพเจ้าคนเดียว ไปสอบถามภิกษุอุปัฐาก รูปอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน ข้อนี้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า "ท่านสำเร็จสมถะภาวนาแน่ๆ"

            อนึ่งท่านเป็นพระที่น่าเคารพนับถือ สำรวมในศีลเป็นอย่างดี  ไม่ใคร่พูดจานั่งสงบอารมณ์ เฉยๆ ไม่ถามอะไร ท่านก็ไม่ตอบไม่พูด บางอย่างข้าพเจ้าถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ตอบเลี่ยงไปทางอื่น เช่น " เขาว่าหลวงพ่อเสกใบไม้เป็นต่อ และเสกผ้าเช็ดหน้าเป็นกระต่ายได้ และแสดงให้กรมหลวงชุมพรฯเห็นจนท่านยอมเป็นศิษย์ " หลวงพ่อตอบข้าพเจ้าว่า ลวงโลก แล้วท่านก็นิ่งไม่ตอบว่า อะไรอีก หลวงพ่อพูดต่อไปว่า "เวลานี้ กรมหลวงชุมพรฯไปต่างประเทศ (เข้าใจว่าไปรับเรือพระร่วง ) ถ้าอยู่ก็ต้องมาหาท่าน และปรนนิบัติ ท่านจนท่านกลับวัด และว่ากรมหลวงชุมพรฯ นี้ ตกทะเลไม่ตาย แม้จะมีสัตว์ร้ายก็ไม่ทำอันตรายได้ "

ท้ายบท

              การที่เราคนรุ่นหลังจักเขียนเรื่องราวและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ศุข ซึ่งท่านมรณะภาพล่วงไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษให้ได้ใกล้เคียงกับความจริงนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ อาศัยหลักฐานทางเอกสารที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง จากการสอบถามบรรดาลูกศิษย์ ลูกหาของท่าน ซึ่งส่วนมากจะล้มหายตายจากกันไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการที่ท่านได้รับรู้จากการเขียน ของ "ท่านมหา" ซึ่งเคยเป็นอุปัฏฐากหลวงปู่ จึงใกล้เคียงความจริงเท่าที่จะหาได้มากที่สุด ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.treasury.go.th/webprovince/chainat/page5.htm

ความเห็นที่: 115 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 12:53 น.
ครับน้า ท่านขุนก้อเก่งครับ ผมจะค่อยๆเล่าไปครับน้า 

ความเห็นที่: 116 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 13:56 น.
หลวงพ่อศุขแสดงอภินิหารให้บรรดาชาวบ้านและศานุศิษย์เห็นประจักษ์ครั้งนั้น
ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดมีความพิศวงงงงวยในอภินิหารของท่านไปตามๆกัน
การแสดงอภินิหารของท่านนั้น ผู้เขียนเคยได้ฟังคำบอกเล่าจากพระคณาจารย์
ผู้เฒ่าที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเล่าว่า


ครั้งหนึ่งเมื่อเดือนยี่ เป็นปีที่หลวงพ่อศุขไม่ได้ออกเดินธุดงค์เหมือนปีก่อนๆ
ในปีนี้เองหลวงพ่อท่านกำลังบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของท่านเป็นการใหญ่
ในครั้งนั้นได้มีผู้ศรัทธาบริจากทรัพย์สินเงินทองช่วย ให้หลวงพ่อทำการทำนุบำรุง
ก่อสร้างโบสถ์ วิหาร ศษสลาการเปรียญจนเสร็จสิ้น นับว่าวัดปากคองมาขามเฒ่ามี
ความเจริญขึ้นมาก ได้มีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาตามหัวเมืองต่างๆ ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์
และฆราวาส ตลอดจนเจ้านายเชื่อพระวงศ์ได้มาเยี่ยมเยียนท่าน พระครูวิมลคุณากร
หลวงพ่อศุขเป็นอันมาก ในเวลานั้นชื่อเสียงของหลวงพ่อแผ่กระจายไปทั่วศานุทิศ
เชื่อมั่นเลื่อมใสในอภินิหารของท่านอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสด็จในกรม
หลวงชุมพร ๆ เจ้านายเชื้อพระวงศ์องค์นี้มาเยี่ยมพระอาจารย์อยู่เสมอ บางครั้งมีเวลา
ว่างก็พักแรมอยู่ที่กุฏิหลวงพ่อ ๒-๓ วัน แล้วก็กลับ บางครั้งหลวงพ่อมีเวลาว่างก็ไปหา
เสด็จในกรมฯ พักอยู่ในวังหลายๆวันเหมือนกัน

เวลานั้นท่านได้ประกอบพิธีปลุกเสกเลขยันต์ตระกรุดโทน พระเครื่อง
ผ้าประเจียดไว้เป็นจำนวนมาก แล้วแจกจ่ายให้บรรดาศานุศิษย์และญาติโยม ผู้ที่มีความ
เลื่อมใสศรัทธาโดยทั่วถึงกัน ในเดือนยี่ปีนั้นเองเป็นหน้าแล้ง ได้มีชาวหนือทางอุตรดิตถ์
เดินทางมาค้าขาย โดยมีช้างเป็นพาหนะราว ๘-๙ เชือก การค้าขายนั้นจะค้าขายอะไร
ฟังไม่ชัด ในสมัยนั้นทางคมนาคมไม่สะดวก การเดินทางมีแต่ป่าดงพงทึบ เดินทางจาก
อุตรดิตถ์ ผ่านสุโขทัย กำแพงเพชร์ นครสวรรค์ อุทัยธานี จนถึงจังหวัดชัยนาท ชาวเหนือ
ที่มานั้นมีประมาณ ๑๕ คน ได้พากันมาพักแรมอยู่ที่ใต้ถุนศาลาวัดปากคลองมะขามเฒ่า
วัดหลวงพ่อศุขนี้เอง ไปปล่อยช้างกินหญ้ากินใบไผ่อยู่ตามบริเวณวัด ๒-๓ วัน ช้าง ๘-๙
เชือกของชาวเหนือบางครั้งไปเหยียบย่ำของหลวงพ่อที่ปลูกไว้บ้างเช่น ต้นดอกไม้ ต้นกล้วย
ผัก พริก มะเขือ เอางวงดึงใบกล้วยกินบ้างจนแหลกลาญหมด หลวงพ่อมิได้พูดว่าแต่ประการใด
บรรดาชาวบ้านต่างก็พาลูกเล็กเด็กแดงมายืนดูช้างอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีช้างสีดอ
ช้างพัง ช้างพลาย และลูกช้า ๒-๓ เชือก เวลานั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. พวกเลี้ยงช้าง
ที่มานั้นต่างก็พากันหุงข้าวปลาอาหารอยู่ที่ใต้ถุนศาลา รุ่งขึ้นว่าจะมากันเดินลงไปทางใต้
คือ ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี ในขณะที่กำลังหุงข้าวกันอยู่นั้นได้มีผู้คนในย่านนั้นเองมามุงดู
ชาวเหนือกำลังนึ่งข้าวเหนียวอยู่นั่งกันเป็นกลุ่มพูดภาษาพื้นเมืองของเขาอย่างเจี๊ยวจ๊าว
พากันบ่นว่ากับข้าวไม่พอกันกิน อีกคนหนึ่งพูดว่าจะไปยากอะไรนกพิราบอยู่บนหลังคา
โบสถ์ จับเป็นกลุ่มปืนเราก็มีหน้าไม้ก็มีจัดการเลย ชาวบ้านที่ยืนมุงดูนั้นก็พากันห้ามปราม
ว่าหลวงพ่อท่านห้ามไม่ให้ยิงนกในวัด พวกนั้นไม่เชื่อฟัง อีกคนหนึ่งหยิบเอาปืนแก๊ปขึ้น
ประทับบ่ายิงไปที่นกพิราบกลุ่มนั้นสับดังเซี๊ยๆ ตั้งหลายครั้งพยายามเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ออก
เอาปืนยิงเท่าไหร่ไม่สำเร็จ ก็เลยหันไปหยิบหน้าไม้ยิงไปอีก ยิงทีไรลูกศรตกจากร่องหน้า
ไม้ทุกที เป็นที่น่าแปลกประหลาดแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ชายฉกรรจ์ชาวเหนือ
วัยกลางคนชักโมโหพูดว่า "ขรัวตาวัดนี้มีอะไรวะ....." เมื่อพูดแล้ว คว้าได้ ขวานสั้น อันคมกริบ
มาฟันลงหน้าแข้งฉาดๆ กระเด็นออกเป็นฟืนหุงข้าว ทำให้ผู้คนยืนมุงดูเป็นการใหญ่ ชาวบ้าน
แถวนั้นตลอดจนพระสงฆ์พากันมายืนมุงดูอีกเป็นจำนวนมาก ชาวเหนือคนเลี้ยงช้างได้ใจยิ่ง
แสดงถากหน้าแข้งอย่างไม่หยุดยั้งออกเป็นฟืนกองใหญ่ ในขณะนั้นได้มีชาวบ้านวิ่งหน้าตา
ตื่นไปบอกกับหลวงพ่อศุขทันทีว่า "ได้มีคนดีมาจากเหนือ ถากหน้าแข้งเป็นฟืนหุงข้าวได้
มีคนมุงดูกันเนืองแน่น" หลวงพ่อศุขพูดว่า "ใครวะคนดี คนเก่ง" ชาวบ้านบอกว่า
"คนเลี้ยงช้างครับหลวงพ่อ" หลวงพ่อศุขดุด่าขึ้นเสียงดัง "****ห่านี่...มันถากเสาศาสลากู
เดี๋ยวเถอะกำแหงใหญ่แล้วพวกนี้" ในเวลานั้นเป็นเวลาใกล้พรบค่ำแล้ว หลวงพ่อศุขคิดจะ
ดัดสันดานพวกนี้ให้เข็ดหลาบเพราะท่านทราบว่า จวนจะได้เวลาพวกเลี้ยงช้างจะต้องต้อน
ช้างไปผูกแล้วสุมไฟให้ช้างนอน หลวงพ่อเดินลงจากกุฏิคว้ากะลามะพร้าวอันหนึ่งเดินไป
ลานหญ้าหน้ากุฏิ หยุดบริกรรมพระเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์ เรียกฝูงช้างมารวมกัน ด้วยอำนาจ
เวทย์มนต์หลวงพ่อศุข ช้างถูกลมพัดปลิวเท่าตัวแมลงวันตกอยู่ตรงหน้าแล้วท่านเอากะลา
ครอบลง แล้วเอาเท้าเหยียบ ตรึงด้วย พระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ เป่าลงบนกะลาครอบนั้น
เสร็จแล้วท่านก็เดินขึ้นไปบนกุฏิ
พวกเลี้ยงช้างพากันกินข้าวปลาอาหารอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็พากันไปต้อน
ช้างเข้านอนช่วยกันหาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนอ่อนใจจนถึงกับพากันร้องไห้ ขึ้นไปกราบเท้า
หลวงพ่อปรับทุกให้ท่านฟัง ขอสมาลาโทษต่อหลวงพ่อว่าถ้าช้างถูกขโมยไปแล้วเขา
จะกลับบ้านไม่ได้ ขอให้หลวงพ่อช่วยสักครั้งเถิด หลวงพ่อศุขก็สั่งสอนว่า "เรามาทำมาหากิน
ให้อุตส่าห์ขยันหมั่นเพียร อย่าเบียดเบียนคนอื่น จะได้เอาเงินกลับไปเลี้ยงลูกเมีย พวกมึงกำแหง
ศาลากูสร้างต้องเสียเงิน มึงเอาขวานมาถากเสาศาลาทำให้เสียหาย มึงจะต้องเอาเงินมาเปลี่ยน
ทำเสาศาลากูให้ดีอย่างเดิม กูจึงจะเอาช้างให้มึง" พวกเลี้ยงช้างเหล่านั้นก็ยอมรับผิด แล้วมอบ
เงินให้กับหลวงพ่อ ให้พอกับการ เปลี่ยนเสาศาลาให้ดีเท่าเก่า ก้มลงกราบอ้อนวอนขอสมาลาโทษ
ทุกอย่าง หลวงพ่อศุขบอกว่า "มึงตามมา พรุ่งนี้มึงต้องไปนะ ต้นไม้กูปลุกไว้****หมด
นี่ --- แน่ะ--- ช้างมึงกูเอากะลาครอบเอาไว้" หลวงพ่อศุขเปิดกะลาที่ครอบนั้นออก ช้างก็กลาย
ร่างเท่าเดิม พวกชาวเหนือเห็นดังนั้นก็ก้มลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อ แล้วนำช้างเข้าพักนอน
หลวงพ่อแสดงอภินิหารให้เห็นประจักษ์ครั้งนี้ เป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่พระสงฆ์และชาวบ้าน
ย่านนั้นจึงเล่ากันต่อๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

คัดมาจากหนังสือของ ประวัติกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน้า 457-462

ความเห็นที่: 117 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 13:57 น.
ถึงแม้ว่าหลวงพ่อศุขท่าจะมรภาพไปแล้วเป็นเวลานานหลายๆปี
วิชาอาคมที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทมอบให้ลูกศิษย์ของท่าน คนที่ได้วิชา
มายาศาสตร์ทุกอย่างได้ครบถ้วยมากที่สุดคือ เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯลูกศิษย์
คนอื่นๆได้พอคุ้มตัวเท่านั้น แต่เสด็จในกรมมีผู้กล่าวกันว่าทำการปลุกเศกเวทย์มนต์
มีความขลังศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระอาจารย์ จะผูกหุ่นพยนต์ล่องหนหายตัวกำบังกาย
ลงไปเดินในท้องทะเลก็ได้ ยังมีผู้เล่าลือต่อมาแม่แต่หนังสือพิมพ์บางกกอกไทม์ยังเคย
ลงข่าวเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ว่าเสด็จใรกรมหลวงชุมพรได้ ไปเที่ยวตากอากาศทางเรือ
ชายทะเลไปถึงสัตหีบ เอาเรือเทียบเข้าจอดเรือลงไปเที่ยวยิงสัตว์ป่าในเกาะบริเวณนั้น
มีทหารเรือบริวารของเสด็จในกรมติดตามไปด้วย เสด็จในกรมฯ ทรงมีพระนิสัยชอบ
ล่าสัตว์ถือว่าเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เสด็จในกรมฯ ทดพระเนตรเห็นนกกระยางฝูงหนึ่ง
บินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้บนเกาะนั้น เสด็จในกรมทรงหยิบปืน ร.ศ. ขึ้นประทับบ่าเหนี่ยว
ไกยิงนกกระสุนไม่ระเบิดทรงยิงอยู่หลายครั้งยิงไม่ออก เสด็จในดรมฯ ทรงประหลาดพระทัย
รำพึงว่าชรอยจะต้องมีผู้มีวิชาอาคมอาศัยอยู่ ณเกาะแห่งนี้ พระองค์ทรงเดินไประยะหนึ่ง
ทรงทอดพระเนตรเห็นกระต๊อบหลังหนึ่งมุงด้วยจากหลังเล็กและมีชายคนหนึ่งวัยย่างสู่วัยชราแล้ว
นอนเอกเขนกอยู่ในกระต๊อบ เมื่อเห็นเสด็จในกรมฯเดินมา ก็ลุกขึ้นนั่งพูดขึ้นว่า "นี่พวกนี้จะมาล่าสัตว์
ในป่านี้ไม่ได้นะ" เสด็จใรกรมฯทรงพระสรวลตรัสว่า "นี่...สัตว์ป่านี้แกมาเลี้ยงไว้เมื่อไร?
แกชื่ออะไร มาจากไหน ทำไมมาอยู่ในป่านี้คนเดียว ไม่กลัวเสือกินหรือ?" ชายผู้นั้นตอบว่า
"ข้าชื่อว่ากัน ไม่อยากอยู่ใกล้มนุษย์มันเหม็นสาบมาอยู่ที่นี่นานแล้ว ตกเบ็ดหาปลาเก็บผักหญ้าหากิน
เลี้ยงตัวอยู่คนเดียว สบายใจดี นี่แกเป็นใครบังอาจยิงสัตว์ในป่า ..ที่ข้ารักษาอยู่ ในถิ่นแถวสัตหีบนี้
ไม่มีใครกล้ามารังแกสัตว์ในเกาะนี้หรอกนะจะบอกให้" เสด็จในกรมทรงกริ้วตรัส
ตอบด้วยพระสุร--เสียงอันดังขึ้นว่า "แกนี่กำแหงมากนะ แกถือดียังไงมาพูดก้าวร้าวสามหาวอวดดี
ข้าจะจับตัวเองถ่วงลงในอ่าวนี้ให้ขาดใจตายก็ยังได้" ตากันได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะ
อย่างขบขันเป็นเชิงท้าทายพูดว่า "ฮะฮ้า--อย่าว่าแต่อ่าวแค่นี้เลยในท้องทะเลข้ายังเคยลง
ไปเดินเล่นนั่งเล่นหลายๆ วันเลย ถ้าพวกเองเก่งจริงจับข้ายัดใส่กระสอบมัดเอาเรือ
ถ่วงลงในอ่าวสักวันหนึ่งก็ยังได้" ตากันพูดแล้วหัวเราะอย่างร่าเริง ทำให้เสด็จในกรมฯ
ปวดเศียรเวียนเกล้าทรงพระพิโรธยิ่งนัก อยากจะลองดีตาคนนี้ให้สาแก่ใจ จึงสั่งให้ทหารเรือ
ติดตามนั้นจับตากันมัดใส่กระสอบ ถ่วงลงในอ่าวเอาเชือกโยงผูกติดกับเรือรบที่ทอดสมออยู่นั้น
รับสั่งให้ถ่วงนานถึง ๒๔ ชั่วโมงถ้าตายก็เอาไปฝังเสียบนเกาะนี้ให้มันเป็นผีเฝ้าเกาอยู่เสียเลย

ตากันถูกจับมัดถ่วงลงในน้ำนาน ๒๔ ชั่วโมงแล้วเสด็จในกรมฯจึงสั่งให้ทหาร
ชักเชือกลากขึ้นไปบนเรือรบแล้วให้แก้เชือกเอาตากันออกจากกระสอบทันที ทหารเรือทุกคนยืน
อยู่พร้อมทั้งเสด็จในกรมฯเห็นตากันนั่งขัดสมาธิหัวเราะว่า เชือกที่มัดมือเท้าหลุดหมดเสื้อผ้า
ไม่เปียกเลยแม้แต่น้อยพากันแปลกใจเป็นอันมาก เสด็จในกรมฯ จึงตรัสถามว่า
"ตากันแกมีวิชาอะไร?" ตากันทราบได้ทันทีว่าเป็นเสด็จในกรมฯ พระโอรสพระเจ้าแผ่นดิน
จึงยกมือขึ้นไหว้ขอประทานโทษพูดว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่า
มีวิชาอาคมติดตัวบ้าง หลวงพ่อท่านเคยประสิทธิ์ประสาทให้-------ข้าพระพุทธเจ้า
ทูลเป็นความจริงว่าจะเดินในท้องมกาสมุทร์ก็ได้" เสด็จในกรมฯได้ทรงฟังแล้วทรง
มีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งทรงตรัสว่า "เออ!-- แกก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันกับฉันนะซิ
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อ่าวนี้ฉันจะตั้งให้เป็นชื่อของแกว่า "อ่าวตากัน" อ่าวนี้เป็นของแกก็ว่าได้
แกจะจับสัตว์น้ำหากินตามสบาย " ตากันก้มลงกราบอำลาขึ้นไปบนเกาะทำมาหากินตามเคย
หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ลงข่าวเวลานั้นตากันอายุได้ ๙๕ ปีแล้วบัดนี้แกได้สิ้น
อายุด้วยโรควันชราแล้ว อ่าวนี้ยังเรียก "อ่าวตากัน" สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ตากันเมื่อแกยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังมีลูกศิษย์ลูกหามาก หลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบก็เป็นศิษย์
ถึงปีแกจะทำการไหว้ครูทุกๆปี ยังมีคนเลื่อมใสขอของป้องกันตัว ขอยารักษาโรคจากตากันเป็นจำนวนมาก
มีผู้เล่าว่าเสือไทย ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่า เคยมาอาศัยอยู่กับตากัน เพื่อลี้ภัยทางกฏหมาย
อยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้เล่าว่าเสือไทยเป็นสุภาพบุรุษศีลธรรม ไม่เคยปล้นสดมภ์ลักขโมย ตอนที่เสือไทยกลาย
เป็นเสือจำเป็นนั้น เขามีเรื่องจำเป็นที่จะต้องฆ่าคน เพราะความเจ็บใจเรื่องส่วนตัวบางอย่าง
จึงไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมเพื่อสู้กรรมทางกฏหมายได้ เขาจึงหนีเอาตัวรอดเรื่อยมาแต่ยังมีพวกโจร
เสือปลาลักขโมยปล้นทั้งหลายไปทำโจรกรรมที่ไหนก็อ้างชื่อเสือไทยทุกครั้ง เสือไทยจึงมีชื่อไม่ดี
เรื่อยมา มีผู้เล่าว่าเสือไทยหายตัวได้ ครั้งหนึ่งเสือไทยถูกตำรวจล้อมจับ เสือไทยจวนตัวก็ทิ้งผ้าที่
ถือติดตัวไปด้วยทิ้งไว้แล้วหนีจากวงล้อมผ้าที่ทิ้งนั้นกลายเป็นรูปเสือไทย เจ้าหน้าที่ยิงกระหน่ำ
จนหมดกระสุน เสือไทยไปพ้นแล้วจึงได้กลายเป็นผ้าเช็ดหน้าหล่นอยู่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแปลกใจ
ไปตามๆกัน ทุกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่ตามติดๆเข้าใกล้เสือไทยมักจะทิ้งของที่ติดตัวไว้เป็นจำลองรูปพลางตา
ตำรวจเสมอ วิชาอาคมต่างๆที่เสือไทยใช้เอาตัวรอด คือของหลวงพ่อศุขวัดมะขามเฒ่าทั้งสิ้น
ฉะนั้นเสือไทยจึงได้รอดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจตราบเท่าทุกวันนี้ นับว่าเป็นประวัติ
การครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งเสือไทยรอดชีวิตไปได้อย่างน่าพิศวง จนมีผู้เอานามกระเดื่อง
ของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขายบัตรให้ผู้เข้าชมเอาเงินมายาไส้ ร่ำรวยไปตามๆกัน

ความเห็นที่: 118 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 13:58 น.
พระครูวิมล คุณากร (หลวงพ่อศุข) ท่านเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฏก
และทรงเกียรติคุณทางวิปัสณากรรมฐาน เรืองวิชาในทางไสยศาสตร์เป็นยอดเยี่ยม
วิชามายาศาสตร์ต่างๆที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมานั้น ท่านได้เคยทดลองในอิทธิปาฏิหาร
ให้ปรากฏมากต่อมากแล้ว ในเรื่องนี้มีสานุศิษย์ของท่านผู้ที่เคยใกล้ชิดได้เล่าว่า

หลวงพ่อศุขวัดมะขามเฒ่า ท่านสำเร็จธาตุทั้ง ๔ มีปฐวีธาตุ อาโปธาตุ วาโยธาตุ เตโชธาตุ
ธาตุทั้ง ๔ นี้เมื่อผู้ใดทำสำเร็จแล้ว สามารถจะทำให้เป็นอะไรได้ทั้งสิ้นจะผูกหุ่นพยนต์
ล่องหน หายตัว กำบังกาย ระเบิดน้ำลงไปเดินในมหาสมุทร เดินบนผิวน้ำก็ได้ เสดาะโซ่ตรวน
ขื่อคาออกทั้งสิ้น สะกดทัพ ทำได้ทุกอย่างแล้วแต่จะปรารถนาจะต้องการสิ่งใด นอกจากท่าน
จะสำเร็จวิทยาคมทั้ง ๔ นี้แล้วท่านยังได้สำเร็จ นะ ต่างๆ ของวิชามายาศาสตร์เป็นจำนวนมาก
ท่านได้ประกอบกระทำพิธีปลุกเสกด้วยผงดินสอพองแล้วรวบรวมนำมาทำพระพิมพ์แบบ
พระคะวัมองค์เล็กๆ แจกบรรดาสานุศิษย์เป็นจำนวนมาก ณ ที่ทำผง วิเศษต่างๆนั้น มีผงปถมัง
ผงนะปัดตลอด ผงตรีนิสิงเห ผงอิทธิเจ ผงนะคงคา ผงมหาราช ผงพุทธคุณ ๑๐๘ ผงนะทรหด
ผงนะหน้าทอง ฯลฯ ผงต่างๆเหล่านี้มีอภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์มาก มีอานุภาพทางเมตตามหานิยม
คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดเป็นต้น ท่านพุทธศาสนิกชนผู้ใดได้พระพิมพ์แบบพระคะวัม ของ
หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าไว้ติดตัวแล้วนั้น จะมีศิริมงคลเจริญด้วยลาภผลมั่งมีทรัพย์สิน เงินทอง
ป้องกันภัยพิบัติทุกประการ

การปลุกเสกทำผงนะต่างๆ ในวิชาไสยศาสตร์นั้นมีหลักสูตรการลงอักขระเลขยันต์
ตามขั้นเป็นลำดับ จนแตกฉานตั้งปณิธานให้มั่นคงสำรวมจิตใจให้ปรกติเป็นสมาธิ
มิให้อารมณ์หวั่นไหวได้ง่าย ขจัดเสียความฟุ้งซ่านให้สิ้นไป พยายามสร้างความมั่นคง
หนักแน่นให้เกิดในดวงจิตแล้วโอมอ่านพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์เป่าลงในแผ่นกระดานดำ
ที่เขียนลงด้วยดินสอพองจนหมดคราบ แล้วลบผงบรรจุพลังมนต์อันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
แล้วเทผงวิเศษลงในโถเบญจรงค์เก็บไว้ใช้แล้วแต่จะปรารถณาสิ่งใดได้ทุกประการ
วิชาต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้หลวงพ่อศุขท่านเคยทดลองได้ ผลปรากฏมามากต่อมากแล้ว
การกระทำของท่านมิได้ทำให้ใครเดือดร้อนผิดศีลธรรม ผงวิเศษนี้ถ้าใครได้กินเข้าไป
แล้วเป็นต้องลืมพ่อ ลืมแม่หลงรักร้องไห้มาหาหมดสิ้น แต่ท่านก็มิได้ให้ใครไปใช้เลย
นอกจากผสมทำพระพิมพ์แจกจ่ายบรรดาสานุสิทธิ์ให้เป็นศิริมงคลแก่ผู้ที่เคารพบูชา
เท่านั้น ท่านก็ได้สาบแช่งไว้แล้วว่า ใครเอาผงในพระพิมพ์ให้เขากินแล้วจะต้องมีอันเป็นไป
หาความเจริญมิได้เลยตลอดชาติตายไปแล้วให้ตกนรกอเวจี

ในวิชามายาศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ในสมัยนี้โบราณเมื่อครั้งกรุงศรีอยุทธยามีความเลื่อมใส
ศรัทธากันมาก ข้าพเจ้าขอนำเอาเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งมีปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย
ยกยอกในวิชาไสยศาสตร์ไว้ว่า

เมื่อครั้งหนึ่งขุนแผนต้องโทษติดคุกอยู่ ในเวลานั้นพลายงามเติบโตขึ้นบ้างแล้ว ได้ไปเยี่ยม
ขุนแผนกับนางทองประศรีผู้เป็นย่า ขุนแผนจึงได้ฝากฝังพรายงามลูกชายกับมารดาของตน
ขอให้นางทองประศรีช่วยแนะนำสั่งสอนวิชาความรู้ตามตำหรับตำราของตนอันสืบเนื่องมา
จากบิดาและครุบาอาจารย์ที่ได้สะสมไว้ในตู้ที่บ้านเพื่อพรายงามจะได้รับราชการเป็นทหาร
สืบไปนางทองประศรีได้รับคำจากขุนแผนแล้วก็เริ่มสั่งสอนให้พรายงามหลานชายเรียน
วิชาจนมีความรู้แตกฉานดังมีความในเรื่องเสภาว่า

"อันเรื่องราวกล่าวความพรายงามน้อย
ค่อยเรียบร้อยรู้ครูทองประศรี
ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี
เรียนคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนต์
ปถมังตั้งตัวนะปัดตลอด
แล้วถอดถอนลูกต้องเป็นล่องหน



**พอดีหน้าต่อไปในหนังสือมันขาดไป นับดูได้ 11 หน้าครับ หายไปเลย
มันเป็นหนังสือเก่าครับ พิมพ์เมื่อปี 2505 ผมจะพยายามหาในส่วนข้อความ
ที่หายไปมาเพิ่มให้ครับถ้าใครยังสนใจ เดี๋ยวจะลองไปค้นในห้องสมุดดูให้
เผื่อว่ามีเล่มอื่นที่สมบูรณ์ ขะมาพิมพ์ต่อให้อ่าครับ ถ้าสนใจ ในระหว่างนี้จะ
พิมพ์เรื่องอื่นให้อ่านไปก่อนนะครับ

ความเห็นที่: 119 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 13:58 น.
เสด็จในกรมฯ ประทานผ้าประเจียดของท่านอาจารย์ให้ลูกราชนาวีกระโดดทะเลผ่าดงฉลามร้าย

กรมหลวงชมพรเขตรอุดมศักดิ์ แม่ทักเรือของประเทศสยามในอดีต
เจ้านายพระองค์นี้มีพระเกียรติประวัติเลื่องลือกันไปทั่วทิศานุทิศ
ในเกียรติคุณของพระองค์ท่าน เกี่ยวกับอภินิหารทางไสยศาสตร์และ
ความกล้าหาญชาญไชย เจ้าเชื้อพระวงศ์องค์นี้สนพระทัยกีฬามวย
เป็นพิเศษ พระองค์เองก็มีความชำนาญเชี่ยวชาญการชกมวยอีกด้วย
ข้าพเจ้าจะขอกล่าวกีฬามวยเมื่อสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมง-
กุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในระยะเวลา ๔๐ ปีเศษก่อนนั้น ครั้งนั้นเป็นยุคแรก
ที่กีฬามวยไทยกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนคนดู ในสมัยนั้นได้จัด
ให้มีการแข่งขันกีฬามวยไทยขึ้น บนเวทีใหญ่กรุงเทพพระนครหลวง
ของสยามเพื่อเก็บเงินบำรุงสมทบทุนซื้อปืนให้กับกองเสือป่าทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งให้นายแม็กเศียรเสวีย์
พระยานนท์ธิเสน สุเรนทรภักดี นายเสือป่าใหญ่เป็นกองหาเงินสมทบทุน
จึงได้มีประกาศเรียกนักมวยฝีมือดีจากทุกภาค ให้เข้ามารวมกันและพัก
อยู่ที่สโมสรเสือป่าใกล้เขาดินวนา ในสมัยนั้นมีนักมวยโคราชที่มีฝีมือดี
เข้ามาชกในกรุงเทพฯ มีชื่อเสียงโด่งดังนั้นคือ นายทับ จำแกะ และ
นายยัง หาญทะเล สองนักมวยนี้เองที่ได้ทำชื่อเสียงในการชกมวยไว้มาก
ชื่อเสียงของนายยัง หาญทะเล ปัจจุบันนี้ยังมีผู้นำมาพูดกล่าวขวัญถึงอยู่
นายยังคนนี้เป็นชาวบ้านนครราชสีมาเป็นคนบ้านตำบลหัวทะเล เป็นผู้มี
ฝีมือในการชกมวยชื่อเสียงโด่งดัง เพราะได้ชกมวยจีนชั้นครูตายไปถึง
สองคน แต่มีผู้ทราบเรื่องนี้กล่าวว่านายยัง หาญทะเล คนนี้เป็นศิษย์เอก
ของกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพราะนายยังเคยรับราชการเป็น
ทหารเรือ ซึ่งมีฝีมือเชิงหมัดมวยเป็นสมบัติติดตัวมานั่นเอง เสด็จในกรม-
หลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จึงทรงโปรดปรานนายยังมาก ครั้งหนึ่งเสด็จ
ในกรมฯ ได้ประพาสเรือรบหลวงเกี่ยวกับราชการฝึกภาคทะเล นายยังก็
ได้ติดตามไปด้วย ขณะเรือรบแล่นกระแสคลื่นใหญ่ฝ่าออกมหาสมุทรอัน
สุดแสนกว้างนั้นเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ "พระบิดา" ของ
ชาวดอกประดู่ทั้งผอง ซึ่งมีความเคารพนับถือกันอยู่ทุกวันนี้ ว่าพระองค์ท่าน
เป็นแม่ทัพเรือของกรุงสยามในอดีตที่มีอภินิหารขลังเวทเมนต์พระคาถา
ทางวิชาไสยศาสตร์เป็นยอดเยี่ยม ในขณะเรือรบหลวงแล่นตัดกระแสคลื่น
ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ทหารก็ได้เป่าแตรเรียกทหารที่
ประจำอยู่ในกองเรือลำนั้นขึ้นตั้งแถว พระองค์ท่านได้ดำเนินการตรวจพล
อยู่บนเรือ แล้วทอดสมอลอยลำอยู่กลางมหาสมุทร เสด็จในกรมหลวงชุมพร
เขตรอุดมศักดิ์ ได้ทรงแจกผ้าประเจียดลงเลขยันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ทหาร
ทั่วทุกคน แล้วพระองค์ทรงมีรับสั่งว่า
"ผ้าประเจียดที่ข้านำมาแจกให้พวกเจ้าทุกผืนนั้น เป็นของท่าอาจารย์วัดมะ-
ขามเฒ่า ซึ่งมีอานุภาพและอภินิหารมหัศจรรย์ยิ่ง มีความขลังมาก ถ้าใคร
มีความเคารพนับถือ เดินอยู่บนพื้นเรือเรานี่แหละ จะไม่จมน้ำเกิดปาฏิหาร
ให้ประจักษ์เป็นความจริง ไม่ต้องเกรงกลัวหรือวิตกว่าพวกเจ้าจะจมน้ำตาย
แม้แต่สัตว์นานาชนิด ก็ไม่สามารถทำร้ายอะไรกับพวกเจ้าได้ ใครไม่เชื่อ
ในอภินิหารของพระคุณผ้าประเจียดของท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่าที่ข้านำ
มาแจกกับเจ้าในวันนี้แล้ว จะทดลองกระโดดลงไปในทะเลให้ดูบ้างก็ได้ว่า
จะเป็นจริงดังข้าพูดหรือไม่ "

ทหารทุกคนเงียบกริบ ไม่มีผูใดตอบสนองหรือขันอาสาว่าจะเป็นผู้ลงไปท่อง
ทะเลขณะที่เรือรบกำลังทอดสมอลอยลำอยู่ในมหาสมุทรขณะนั้นสักคนเดียว
ยังไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงกับความตาย ด้วยการทดลองอำนาจมนต์ขลังของผ้า
ประเจียด ที่ได้รับแจกจากพระหัตถ์ของเส็ดจในกรมฯ เพราะทหารทุกคนได้
มองเห็นเจ้าฉลามร้ายกำลังว่ายเวียนวนครีบกระโดงโผล่อยู่ใกล้กับเรือนั้นตั้ง
ฝูงใหญ่ใครเล่าจะกล้าลงไปให้ฝูงฉลามแย่งกันกัดเนื้อเถือหนังกินต้องเป็น
อาหารของสัตว์ร้ายตายในพริบตาเดียว จึงไม่มีผู้กล้าขันอาสาชั้นนายทหาร
ลงมาจนถึงชั้นพลทหาร

เสด็จในกรมฯ ทรงไม่พอพระทัย เพราะไม่มีผู้ใดที่จะแสดงความกล้าหาญให้เห็น
ประจักษ์เลยสักคนพระองค์ทรงดำเนินมาที่นานยัง หาญทะเล ยืนอยู่แล้วทรงรับ
สั่งกับนายยังขึ้นว่า "อ้ายยัง เอ็งพอจะกล้าลงไปเดินในทะเล ให้ข้าเห็นความขลัง
ศักดิ์สิทธิ์ของผ้าประเจียดของท่านอาจารย์สักหน่อยไม่ได้รึ" "เมื่อพระองค์ท่าน
มีราชประสงค์ของฝ่าพระบาทกระหม่อมก็จะขออาสาพระเจ้าข้า" นายยังยกมือขึ้น
พนมทั้งสองข้าง และสนองตอบอย่างไม่พรั่นพรึง

เสด็จในกรมฯ ทรงรู้สึกดีพระทัยแล้วทรงพระสรวลลั่น.... "อ้ายยังมึงกล้าสมชาย
ชาติทหาร จะรอช้าอยู่ทำไม... อาราธนาแล้วระลึกถึงท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่า
เสียก่อน แล้วกระโดดลงไปเลย" เมื่อเสด็จในกรมฯ รับสั่งเช่นนั้น ยอดนักมวย
เมืองท้าวสุรนารี ก็รีบออกเดินหน้าสู่กาบเรือแล้วพุ่งตัวลงในทะเลลึก ประหนึ่งกับ
ท้องมหาสมุทรนั้นเหมือนกับแม่น้ำลำคลองธรรมดา ปราศจากสัตว์ร้ายนานาชนิด
เหมือนปาฏิหาร นายยัง หาญทะเล ลงไปยืนเด่นอยู่ในผิวน้ำได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์
ยิ่งนัก เห็นประจักษ์แก่ตาเหล่าทหารหาญที่อยู่บนเรือนั้นทั่วทุกคน ทุกคนพากัน
กราบไหว้ผ้าประเจียดทั่วทุกคน ลูกราชนาวีเหล่าดอกประดู่ทั้งลำเรือ ต่างก็มีใจ
ฮึกเหิมตามๆ กัน เรือรบหลวงที่เสด็จในกรมฯ ประทับนั้นได้สงบเครื่องพักทอดสมอ
แล้วส่วนนายยังก็ลงไปอยู่ในท้องทะเลพอสมควรกับฝูงฉลามร้ายที่เวียนว่ายวกวน
อยู่ข้างๆ กายของนายยัง หาได้ทำอันตรายแก่นายยังไม่ ด้วยอำนาจบารมีของ
เสด็จในกรมฯ และความขลังศักดิ์สิทธิ์ของท่านอาจารย์วัดมะขามเฒ่า ทำให้เหล่า
ทหารหาญที่ตามเสด็จนั้น เกิดความปิติเลื่อมใสขนลุกขนพอกสยองเกล้าทั่วทุกคน
แล้วนายยังก็ได้ไต่บันไดเรือขึ้นแล้วเดินไปกราบถวายบังคมแด่เสด็จในกรมฯพระ
องค์ท่านก็ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย แล้วก้มพระกายลง เอาพระหัตถ์ ตบ
ลงบนศีรษะนายยังอย่างเอ็นดู แล้วตรัสพระสุรเสียงดังก้องขึ้นว่า "อ้ายยัง เอ็ง
หาญทะเล สมสกุลที่ข้าได้ตั้งไว้ให้ดีแท้" นี่เป็นคำบอกเล่าของชายชราที่ทราบ
ความเป็นมา ว่าเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นผู้ทรงประทานนามสกุล
ให้นายยังว่า "หาญทะเล" จึงมีชื่อเสียงรู้จักยอดนักมวยเอก ยัง หาญทะเล ตราบ
เท่าทุกวันนี้

ความเห็นที่: 120 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 13:59 น.
หัวใจกริชอิทธิเจเสน่ห์กล
แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน
เข้าห้องลองวิชาภาษาเด็ก
แทงจนเหล็กแหลมลู่ยู่ขยัน
มหาทมึนยืนยงคงกระพัน
ทั้งเลขยันต์ลากเหมือนไม่เคลื่อนคลาย
แล้วทำตัวอิติปิโส
เสดาะโซ่ตรวนได้ดังใจหมาย
สะกดคนมนต์จังงังกำบังกาย
เมฆฉายสุริย์จันทร์ขยันดี
ทั้งเรียนธรรมกรรมฐานนิพพานสูตร
ร้องเรียกภูตพรายปราบกำหราบผี
ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวี
ทองประศรีสอนหลานชำนาญมา ฯลฯ


นี่แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเล่าเรียนวิชาในทางไสยศาสตร์ จะต้องศึกษาปฏิบัติกระทำ
จนให้เป็นแตกฉานช่ำชอง ฝึกฝนจนเป็นที่เชี่ยวชาญพลังมนต์ จึงจะขลังศักดิ์สิทธิ์
หลวงพ่อศุขวัดมะขามเฒ่า ท่านก็ได้อุตส่าห์ ปฏิบัติกระทำเช่นนี้เหมือนกัน จึงมีความ
สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างให้มีอิทธิปาฏิหาริย์เกิดขึ้น หลวงพ่อศุขท่านยังได้ประสิทธิ
ประสาทวิชาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านให้แก่บรรดาสานุศิษย์ไว้เป็นจำนวนมากมีทั้ง
พระภิกษุสงฆ์และฆารวาสตำหรับตำราในวิชาไสยศาสตร์ของหลวงพ่อศุขจึงได้ตกถ่าย
ทอดไปตามหัวเมืองต่างๆ ปัจจุบันนี้ยังมีพระคณาจารย์ศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติกระทำเกิด
มีอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ตำราในวิชาไสยศาสตร์ของหลวงพ่อศุขนี้ ผู้เขียน
ได้ขอความกรุณาคัดลอกมาจากท่านพระอาจารย์บุญ ฐิตสโร วัดบางกล่างจังหวัด
นนทบุรีมีไว้ดังนี้

ว่าด้วยธาตุทั้ง ๔
นะอุอะมะพะทะนะ ธาตุดิน
ทะอุอะนะมะพะทะ ธาตุน้ำ
พะอุอะทะนะมะพะ ธาตุลม
มะอุอะพะทะนะมะ ธาตุไฟ


ถ้าจะทำให้คนจำไม่ได้หรือเรียกว่าแปลงกาย เดินไปไหนคนเห็นเป็นคนแปลกหน้า
เมื่อทำแล้วเกิดเป็นเสน่ห์มหานิยมและอยู่ยงคงกระพันชาตรีด้วย ท่านให้เอาแป้งหอม
มาเสก ๗ คาบ ทาหน้าทาตามตัวแล้วเสกเครื่องแต่งกายอีก ๗ คาบ แล้วสวมใส่จะมีความ
สง่าน่าเกรงขามท่านให้เสกด้วยคาถานี้

อะวิสุนุสสา นุสติอะฯ

- แล้วเอาธาตุดินกับธาตุลมเสกหนุนไปด้วยจนครบ ๗ คาบ จะสำเร็จความตามมุ่งหวัง
ทุกประการ

- ถ้าจะเสกน้ำมันหอม น้ำมันจันทร์ ขี้ผึ้ง ให้เดือดเหมือนตั้งไฟร้อนๆ จะมีอานุภาพทางเมตตา
มหานิยม คงทนต่อปืน ไฟ ทุกชนิด อมน้ำมันใส่ปากพ่นสะเดาะโซ่ตรวนหลุดออกสิ้น ท่าน
ให้เอาธาตุไฟ เสกกับธาตุน้ำ ๓-๗ คาบ

-ถ้าจะผูกหุ่นพยนต์ให้เป็นคนเฝ้าบ้านหรือจะใช้สิ่งใดทุกประการ ท่านให้เอาไม้ไผ่หามผี
ตายวันเสาร์เผาวันอังคาร มาจักเป็นตอกผูกเป็นหุ่นรูปคน คือเอาผ้าขาวหรือหญ้าคาก็ได้
แต่ต้องเอาถ่านไปเผาผียัดใส่อกหุ่นเมื่อจะเอาถ่านไฟที่เผา เสร็จแล้วจะต้องทำการเซ่น
เสียก่อนเอาเหล้า ๑ ขวด ไก่ ๑ ตัวเซ่น แล้วเอาไม้หามผีมาทำอาวุธให้หุ่นถือ จะเป็นมีด
หรือไม้ก็ตาม แล้วจึงเสกคาถาบริกรรม ๑๐๘ คาบ ว่าคาถาดังนี้

ปฏิรูปัง ปฏิรูปัง ปฏิรูปัง ฯ

แล้วเอาธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ หนุนไปด้วย เสกไปจนหุ่นนั้นลุกขึ้น วันแรกจะต้องทำวันเสาร์
หรือวันอังคารกลางดึกสงัดจึงจะเป็น

- ถ้าจะระเบิดลงไปเดินในมหาสมุทร ท่านให้เขียนธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ใส่กระดาษฟางทำ
ไส้เทียนขี้ผึ้งแท้ ทำ ๑๒ เล่ม ๆ ละหนัก ๑ บาท แล้วเสกด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ ๑๐๘ คาบ
จุดเทียนเดินลงในน้ำบริกรรมด้วยธาตุ ลม ดิน ไฟ จะเดินไปไหนให้เดินบริกรรมไปจนถึงจุดหมาย

- ถ้าจะล่องหนหายตัวกำบังกาย เมื่อจวนตัวให้เอาไม้หรือใบยไม้ก็ได้ ใส่ปากกัดไว้
บริกรรมด้วยธาตุ ดิน กับธาตุลม ๗ คาบเดินไปคนไม่เห็นตัว ถ้าใครเห็นพูดไม่ออกเป็นจังงัง

- ถ้าเขาวิ่งไล่เข้ามาจวนตัวหนีไม่ทัน ให้เสกผ้าหรือของสิ่งใดก็ได้ติดตัวไปด้วยนั้น เสก ๓ คาบ
ทิ้งไว้ คนตามมาจะเห็นเป็นตัวเราอยู่ที่นั่น ภาวนาด้วยธาตุดินกับธาตุลม แล้วบริกรรมวิ่งหนีไป
เขาไม่เห็นตัวเลย

ความเห็นที่: 121 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 14:02 น.

- ถ้าจะเสดาะลูกตายในท้องให้ออก ทำน้ำมนต์ให้กินด้วยธาตุน้ำกับธาตุลม ๗ คาบ
แล้วพ่นกระหม่อมด้วยธาตุลมลูกจะออกมา แล้วเอาผ้าขาวห่อทารกที่ตาย เสกด้วย
ธาตุดิน ๗ คาบแล้วนำไปฝัง

- ถ้าจะสะกดคนให้หลับทั้งกองทัพ ให้จุดเทียนบูชาเทวดาแล้ว เอาไม้เผาผีตายวันเสาร์
เผาวันอังคารที่เอาไหม้ให้หมด ต้องเซ่นเอามา แล้วเอาใบตองแตก ใบชัยพฤกษ์ ใบหญ้านาง
ขึ้นบนจอมปลวก กำยาม และใบอื่นๆเป็นจำนวนมากมาสุมไฟทางเหนือลมของข้าศึกให้ลม
พัดควันไปถึง สุมไฟไปนั่งบริกรรมเสกด้วยธาตุลมกับธาตุน้ำ ๑๐๘ คาบ ข้าศึกจะหลับหมดสิ้น

- ถ้าจะทำให้กุ้งปลาเป็นจำนวนมาก ให้เอาข้าวสารมาเสกด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ๑๐๘ คาบ
เอาข้าวสารซัดลงไปในน้ำจะกลายเป็นกุ้งปลาเป็นจำนวนมาก

- ถ้าจะทำให้ศัตรูพินาศแพ้ภัย ให้บริกรรมด้วยธาตุไฟและลม เป่าชี้มือไปทางศัตรู แล้วเป่า
ไปเรื่อยๆ ศัตรูสู้ไม่ได้เกิดความร้อนรนเหมือนกับไฟเผาจนหนีกระเจิงไปหมดสิ้น

- ถ้าจะทำการป้องกันไฟ โจรผูร้านท่านให้เอาทรายมาเสก บริกรรมด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม
ไฟ ๑๐๘ คาบ ไปรอบๆบริเวณบ้าน โจรผู้ร้ายหาทางเข้าบ้านไม่ได้เลย ป้องกันภูตผีปีศาจด้วย

พระคาถาทั้ง ๔ ธาตุนี้ ท่านกล่าวว่ามีอานุภาพมาก จะทำสิ่งใดให้ปรารถนาเอา แล้วกระทำการ
ปลุกเสก จะสำเร็จผลตามความมุ่งหมายทุกประการ

ยังมีพระคาถาอีกบทหนึ่งของหลวงพ่อศุข ได้มีพระคณาจารย์เคยใช้ได้ผลมาแล้วมากต่อมาก
มีอานุภาพทางคงกระพันชาตรี ปืนยิงไม่ออก ถ้าออกก็ไม่ถูก ดังนี้

นะ อะสังวิสุโลบุสะภุภะ เพชคงกายยะ สัพพะพันธะนัง ฯ
โม อะสังวิสุโลบุสะพุภะ เพชคงกายยะ สัพพะพันธะนัง ฯ
พุธ อะสังวิสุโลบุสะพุภะ เพชคงกายยะ สัพพะพันธะนัง ฯ
ธา อะสังวิสุโลบุสะพุภะ เพชคงกายยะ สัพพะพันธะนัง ฯ
ยะ อะสังวิสุโลบุสะพุภะ เพชคงกายยะ สัพพะพันธะนัง ฯ
อะสังวิสุโลบุสะพุภะ นะเพชคงกายยะ นะโมพุทธายะมะอะอะฯ

ให้ยกครู ๘ บาท ๑ สลึง ๑ เฟื้อง เทียน ๙ เล่ม ธูป ๙ ดอก หมาก ๙ คำ เมื่อยกครูแล้ว
ส่วนเงิน ๑ สลึง ๑ เฟื้องให้ใส่บาตรพระสงฆ์อุทิศให้ครูบาอาจารย์เสีย

พระคาถาบทนี้ท่านให้เสกผ้าหรือได้ผูกทำเป็นหัวพิรอด ให้เสก ๓-๗ คาบ เมื่อทำเสร็จแล้วให้
ทดลองเอาปืนยิงได้ ถ้าไม่ออกหรือออกไม่ถูกจึงใช้ได้ ถ้ายิงออกไปถูกแล้วยังใช้ไม่ได้ให้
ทำการปลุกเสกขึ้นใหม่ ทดลองจนเห็นผลประจักษ์จึงใช้ได้ ท่านกล่าวว่าถ้าทำการปลุกเสก ขึ้น
ครั้งแรกทดลองยิงไม่ออกหรือออกไม่ถูกแล้วครั้งต่อๆ ไปการปลุกเสกทำขึ้น พลังมนต์ พระคาถา
ก็ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเช่นเดิม การกระทำปลุกเสกหัวพิรอดนี้ มีพระคณาจารย์ทำขึ้นได้ผลประจักษ์
มาแล้วมากต่อมาก ฉะนั้นท่านพุทธศาสนิกชนผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา จะทำไปประกอบกระทำ
พิธีปลุกเสกผูกด้วยเชือกด้ายหรือผ้าขาวทำเป็นหัวพิรอดดังกล่าวแล้ว ให้ท่านระลึกถึงหลวงพ่อศุข
ผู้เป็นบรมครูในวิชานี้ ท่านจะทำขลังและศักดิ์สิทธิ์ได้ผลประจักษ์ทันที

พระคาถาคัดของเสกอาวุธฟันแทงยิงว่าดังนี้

โรปุสุสะวิสุสังพะอะฯ

ท่านให้เสกบรรจุ ๓-๗ คาบ แล้วจึงยิงหรือฟันจะทนทานต่อาวุธนี้ไม่ได้เลย เมื่อต้องอาวุธนี้แล้วจะ
เจ็บปวดดังอสรพิษขบกัดน่าเวทนายิ่งนัก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://romphosai.com/forums/forum15/thread2977-2.html


ความเห็นที่: 122 ตอบโดย: Guest_ผ่านมา เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 14:58 น.
น่าจะให้ เครดิตที่มาของรูปที่ ๑๔ มีดหมดดามัสกัส ด้วยนะครับ เห็นในหลาย ๆ เว็บ นำไปใช้ โดยไม่ได้ให้ เครดิตเว็บที่มาเลย http://wadthai.info/gallery/v/Grathon/JaToom/img5832b0np.jpg.html

ความเห็นที่: 123 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 27 ก.ค. 2552 เวลา 15:13 น.

ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ไม่ได้กล่าวถึงที่มาของรูป

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : wadthai.info/gallery/v/Grathon/JaToom/028b3op...


ความเห็นที่: 124 ตอบโดย: Choroo เมื่อ: 28 ก.ค. 2552 เวลา 19:55 น.
ขอบคุณครับ ได้ความรู้แถมได้ดูของดีๆ

ความเห็นที่: 127 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:41 น.

ประวัติ....

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช หรือชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ในปี พ.ศ. 2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน)

พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรใน ปั้จจุบัน)ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ท่านได้เรียนวิชามวย ยูโด และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญในเชิงมวย ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ในปี พ.ศ. 2467

ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ. 2472

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นคนสุดท้ายของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานทินนาม ซึ่งพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้ายโรคชรา ในวันที่ 5 เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2549 เวลา 23.27 น. ที่บ้านเลขที่ 764/5 ซ.ราชเดช ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อความจาก :http://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช


ความเห็นที่: 125 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:29 น.
ยินดีครับ ขอบคุณนะครับที่ทักทายกัน 

ความเห็นที่: 126 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:35 น.

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446-5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549) อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย ซึ่งท่านมีชื่อเสียงเป็นอันมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่างๆของไทย ในภาคกลางเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร ที่พัทลุง ปราบ เสือสังหรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาส ปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ “อะเวสะดอตาเละ” จนท่านได้ฉายาว่าจากชาวไทยมุสลิมว่า “รายอกะจิ” ซึ่งแปลว่า อัศวินพริกขี้หนู จากผลงานที่ท่านสามารถปราบโจร เสือร้ายต่างๆ ได้มากมาย จึงได้รับฉายา ดังต่อไปนี้

- นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า

- นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว

- ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง (เชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้ายิ่งนัก )

- รายอกะจิ (อัศวินพริกขี้หนู) ฯลฯ

- จอมขมังเวทย์


ความเห็นที่: 128 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:43 น.

การทำงาน.....

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2473 เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

ในปี พ.ศ. 2474 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ เสือสัง หรือเสือพุ่ม ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง ขุนพันธรักษ์ราชเดช เล่าว่า เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้ แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบุตร พันธรักษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง ได้รับรางวัล 400 บาท

หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น ด้วยความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช" และในปี พ.ศ. 2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษา จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ. 2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน

การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ การปราบผู้ร้ายทางการเมืองที่นราธิวาส ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ "อะแวสะดอ ตาเละ" นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้ ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมเป็นอันมาก ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า "รายอกะจิ" หรือแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู" และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง พ.ศ. 2482 ขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ. 2485 ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ เสือสาย และเสือเอิบ

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อความจาก :http://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช


ความเห็นที่: 129 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:45 น.

หลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ. 2486 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี พ.ศ. 2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรี ชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้น โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้ พ.ต.ต. สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2489 เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท

ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า "ขุนพันธ์ดาบแดง" ฝีมือขุนพันธ์ฯ เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง 2,000 บาท เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร ขณะนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร

เมื่อปี พ.ศ. 2490 ขุนพันธ์ฯ ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ เสือวัน แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :http://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=4332.0


ความเห็นที่: 130 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:48 น.

ย้ายกลับพัทลุง....

ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงขุนพันธ์ฯ นายตำรวจมือปราบ เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯ กลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ ขุนพันธ์ฯ จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆสิ้นชื่อไปหลายคน ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็น พิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารรถไฟที่เข้าออกเมือง พัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศ เป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ. 2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ. 2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2507

ครั้งหนึ่งเคยมีคำขวัญอันคมคายของกรมตำรวจอยู่ประโยคหนึ่งว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" นี่เป็นถ้อยคำที่เกิดขึ้นในยุคอัศวินแหวนเพชรเฟื้อง ในสมัยของท่านอธิบดีฯ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ปกครองกรมตำรวจ วีรบุรุษผู้สร้างเกียรติประวัติให้กรมตำรวจนั้นมีอยู่มาก มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ในยุคสมัยที่ท่าน อธิบดีกรมตำรวจหลวงอดุลย์เดชจรัสนั้น...นามของ"ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ระบือลือลั่นสุดยอดแผ่นดินด้ามขวานทอง แม้ท่านขุนพันธ์จะปลดเกษียณราชการไปนานปี แล้วก็ตาม แต่ชื่อของท่านยังอยู่ในความทรงจำของกรมตำรวจและประชาชนทั่วไป นั่นเป็นเพราะผลงานอันน่าอัศจรรย์ของท่าน กลายเป็นผลงานอันยากยิ่งที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ควรค่าแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คนเมืองใต้และคนของแผ่นดิน

พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ที่บ้านในซอยราชเดช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช อายุได้ 108 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :http://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=745


ความเห็นที่: 133 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:59 น.
สมัยที่ขุนพันธ์ฯกลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ก็มีเรื่องเล่ากันว่า ตอนนั้นมีเสือใหญ่อยู่ 10 ตัว ในจำนวนเสือร้าย 10 ตัวนั้น มีเสือข่อย เสือจ้อย เสือหวน ฯลฯ รวมอยู่ด้วย เสือทั้ง 10 คนนั้น ล้วนเคยเป็นศิษย์หลวงพ่อช่วย เมืองนครศรีธรรมราช ผู้ซึ่งเป็นพระมีวิชาเก่งกล้าทางไสยศาสตร์ หรือกฤตยาคม ขุนพันธ์ฯ เคยเรียนวิชาด้วยผู้หนึ่ง เมื่อท่านขุนพันธ์ฯกลับมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญระดับภาค ท่านมีประกาศิตสั่งให้ผู้ร้ายทั้ง 10 คนนั้น เลิกประพฤติเยี่ยงโจร ให้กลับใจเลิกเป็นเสือเสีย โดยให้บวชเป็นพระภิกษุ ถ้าหากไม่ทำตามคำขอร้องนั้น ขุนพันธ์ฯ ก็จะยิงทิ้งทุกคน เล่ากันว่าประกาศิตของขุนพันธ์ฯทำให้เสือร้ายส่วนใหญ่ปฏิบัติตามแต่โดยดี มีเพียงเสือข่อยเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมทำตามคำของขุนพันธ์ฯ เสือข่อยไม่ยอมเลือกทางเดินที่ขุนพันธ์ฯเลือกให้ ซ้ำร้ายยิ่งท้าทายอำนาจของกฎหมายบ้านเมือง ด้วยความเชื่อว่า ตนนั้นเป็นศิษย์หลวงพ่อช่วย

ความเห็นที่: 131 ตอบโดย: HiMaLaYa เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:55 น.

ความเห็นที่: 132 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 29 ก.ค. 2552 เวลา 16:56 น.

เกียรติประวัติ...

ชีวิตของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นชีวิตที่มีค่าของแผ่นดินเมืองใต้และเมืองไทย ลมหายใจของท่านเคยโลดแล่นอยู่ท่ามกลางหมู่โจรผู้ร้าย ไม่เฉพาะแต่ผู้ร้ายในภาคใต้เท่านั้น แต่ที่ไหนประชาชนเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายชุกชุม ตำรวจคนอื่นปราบปรามไม่สำเร็จ กรมตำรวจจะต้องส่งตัวขุนพันธ์ฯ ไปปราบปรามทุกถิ่นที่มีครั้งหนึ่ง พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 ท่านเคยเดินทางมาตรวจสืบราชการลับที่เกาะสมุย ขุนพันธ์ฯท่านชอบดูมวย วันนั้นท่านไปยืนดูมวยอยู่ข้างเวที บังเอิญถอยหลังไปเหยียบเท้านางพล้อยเข้าโดยไม่ตั้งใจ ป้าพล้อยแกเป็นคนปากจัด ใครแตะเป็นด่าไม่ไว้หน้า แกก็ด่าขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯก็วางเฉยไม่โต้ตอบอะไร มีคนรู้จักกันเข้าไปเตือนสติป้าพล้อยว่า "คนที่ป้าด่าอยู่นั้นรู้มั๊ยว่าเป็นใคร...นั่นแหละขุนพันธ์ฯ" พอได้ยินชื่อขุนพันธ์ฯเท่านั้น ป้าพล้อยแกเงียบเป็นเป่าสาก รีบก้มหน้างุดๆ เดินมุดผู้คนหนีไปโดยไม่เหลียวหลังมาอีกเลย คำบอกเล่าสั้นๆนี้ทำให้เห็นว่า ขุนพันธ์ฯ ท่านมีตบะสูง เพียงได้ยินว่าเป็นขุนพันธ์เท่านั้น ใครๆก็ขยาดทั้งนั้น เพราะรู้กิตติศัพท์ของท่านมาก่อนนั่นเอง



ความเห็นที่: 134 ตอบโดย: bovy66 เมื่อ: 30 ก.ค. 2552 เวลา 22:04 น.
น้ากัปตันนี่สุดยอดแฟนพันธ์แท้เลยครับ

ความเห็นที่: 135 ตอบโดย: iba เมื่อ: 30 ก.ค. 2552 เวลา 22:23 น.

ว้าว เป็นไงต่อ เสือโจรเล่าเร็วๆๆ ค้างๆๆ อิอิ รออ่านต่อจ้า


ความเห็นที่: 139 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 09:50 น.

ขุนพันธ์ในฐานะนักการเมือง

ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช เคยเป็น ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ จ.นครศรีธรรมราช ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512[1]

ความเห็นที่: 136 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 09:41 น.
5555 สวัสดีครับน้า ตามต่อไปเรื่อยๆครับ 

ความเห็นที่: 137 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 09:42 น.
รับแซ่บคร๊าบบบบ น้าป้อม...

ความเห็นที่: 138 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 09:44 น.
ผู้เรืองวิชาอาคมแก่กล้า เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกับขุนพันธ์ฯ จึงคิดว่าขุนพันธ์จะยกเว้นไว้สักคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่า ขุนพันธ์ฯ ทำตามที่พูด ว่ากันว่าท่านยิงเสือข่อย แต่ยิงไม่เข้า จึงสั่งให้ลูกน้องฆ่าด้วยศูลแทงสวนทวารจนถึงแก่ความตาย คำเล่าลือเหล่าเสือร้ายในหมู่บ้านของชาวเมืองปักษ์ใต้ มีทั้งเรื่องจริงบ้าง หรือต่อเติมเสริมแต่งของผู้เล่าอ่านเองบ้าง มันคือตำนานอมตะของวีรบุรุษเล็กพริกขี้หนู ที่มีนามว่า "นายร้อยบุตร์ พันธรักษ์ราชเดช" หรือขุนพันธรักษ์ราชเดช ขุนพันธ์ฯ เป็นบุคคลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าตำแหน่งใด ยศใด ยกย่อง นับถือ และกล่าวถึง เนื่องจากท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของตำรวจนั่นเอง

ความเห็นที่: 140 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 09:57 น.

ขุนพันธ์ในฐานะนักวิชาการ

นอกจากเกียรติคุณทั้งในและนอกตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าวมาแล้ว ขุนพันธ์ฯ ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือ เป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ขุนพันธ์ฯ เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง ข้อเขียนต่างๆของท่าน เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้ สองเกลอ ช้างเผือกงาดำ หัวล้านนอกครู ศิษย์เจ้าคุณ มวยไทย เชื่อเครื่อง กรุงชิง เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่องกรุงชิงนั้น ท่านเล่าว่าเป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันตามพระบรมราชโองการ และต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน "รูสมิแล" วารสารของมหาวิทยาลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ. 2526 งานเขียนของท่านส่วนมากจะลงพิมพ์ใน สารนครศรีธรรมราช หนังสืองานเดือนสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช) รูสมิแล (วารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมทั้งเป็นผู้ริเริ่มให้มีการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราช อันเป็นที่มาของการสร้างจตุคามรามเทพรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2530 ด้วย

ในด้านชีวิตครอบครัว ขุนพันธ์ฯ มีภรรยาคนแรกชื่อ เฉลา ตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี ขณะที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อ สมสมัย มีบุตรด้วยกัน 4 คน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ขอขอบคุณภาพจาก : www.ramthep.com/index.php?lay=show&ac=article...


ความเห็นที่: 141 ตอบโดย: tamusung เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 10:03 น.
ตามอ่านอยู่ครับ ยังอยู่หน้า2อยู่เลย:))ชอบมากครับ

ความเห็นที่: 142 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 10:33 น.
ยินดีเลยครับน้า 

ความเห็นที่: 143 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 11:50 น.

เครื่องรางของขลัง ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ก่อน อื่นต้องขออนุญาตเกริ่นนิดนึง ที่ผมเริ่มเขียนเรื่องนี้เนื่องจาก การที่ได้กลับไปร่วมงานศพของคุณตาขุนพันธ์ ที่จ.นครศรีธรรมราช และได้ไปพบเห็นกระแส ที่ต้องพูดว่าไม่เคยได้พบ มาก่อน สำหรับสามัญชน ที่ได้รับการยกย่องมากขนาดนี้ จากเดิมที่ไม่เคยสนใจมาก่อน ว่าท่านเคยทำอะไรไว้บ้างให้สังคม ประกอบกับการ ได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่มีการนำมาจำหน่ายที่บริเวณงาน ทั้งจากปากคำญาติพี่น้อง และที่สำคัญคือคุณยายของผม ซึ่งถือว่าเป็นผู้อาวุโสท่านสุดท้ายในรุ่น คุณ ตาขุนพันธ์ ทำให้ผมรู้สึกถึงสิ่งที่ควรจะนำมาถ่ายถอดถึงรายละเอียดบางอย่างที่บางท่าน อาจยังไม่รับรู้ หรือถ้าได้รับรู้แล้ว ก็ถือว่าเป็นวิทยาทานให้ท่านที่ยังไม่ รู้ก็แล้วกันครับ โดยข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นจากหนังสือตำนานเครื่องรางของขลัง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งแต่งโดย ทศยศ ผมก็ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

     เปิดตำนาน ดาบพระยาพิชัยดาบหัก (ดาบแดง)

ปี พ.ศ. 2486 เป็นช่วงที่ พันตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับที่ จ.พิจิตร ท่านได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย โดยเฉพาะการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี ประมาณ พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ที่พิจิตรนี่เอง ที่ท่านได้พบกับ หลวงกล้ากลางณรงค์ ผู้ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกพระเจ้าตากสิน ซึ่งใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ได้พระราชทานนามสกุล ของตระกูลพระยาพิชัยว่า วัชัยขัทคะ ซึ่งแปลได้ว่า ดาบวิเศษด้วยความที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ท่านเป็นคนที่มีนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยว ยึดถือคำสัจจะสัญญา มีนิสัยนักเลง (ไม่ใช่เกะกะ เกเร เที่ยวรังแกคนอ่อนแอกว่า) แต่จะมีนิสัย รักษาคำพูด รักเพื่อนพ้อง ไม่กลัวที่จะเสี่ยงภัยในการทำหน้าที่ ประกอบกับได้เรียนวิชามวยไทย กระบี่กระบอง จึงทำให้ หลวงกล้ากลางณรงค์ รักใคร่ในนิสัยดังกล่าว และได้รับ ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นบุตรบุญธรรมหลวง กล้ากลางณรงค์ เห็นว่าท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช มีฝีมือในวิชากระบี่กระบอง ถึงได้มอบดาบประจำตระกูลให้ท่าน  โดยหลวงกล้ากลางณรงค์ ประกาศอย่างชัดเจน ว่า ดาบเล่มที่มอบให้ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ถึงแม้จะเป็นดาบประจำตระกูล แต่จะมอบให้ลูกหลาน ที่มีวิชากระบี่กระบอง ซึ่งในบรรดาลูกหลาน ในสายสกุลพระยาพิชัยดาบหัก ไม่มีใครที่มีฝีมือทางด้านนี้เลยดาบ เล่มดังกล่าวเลยตกทอดมาสู่ขุนพันธรักษ์ราชเดช และต่อมาท่านได้นำดาบเล่มนี้ ใส่ถุงผ้าสีแดง และยึดถือเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง ประจำตัวของท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช

มี เรื่องเล่ากันว่า ตอนที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้รับดาบเล่มนี้มาใหม่ๆ เสือย่อม หัวหน้าโจรปล้นฆ่าจากเมืองชัยนาท ได้เข้ามาสร้างความวุ่นวายในพิจิตร และได้ประกาศ ให้ชาวบ้านรู้กันว่า หากขุนพันธรักษ์ราชเดช มีฝีมือทางกระบี่กระบองจริง ตนขอท้าให้มาจับ โดยตนจะขอใช้เพียงไม้หน้าสาม เข้าสู้กับดาบประจำตระกูล พระยาพิชัย ที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชครอบครองอยู่ ขุนพันธรักษ์ราชเดชจึงรับคำท้า โดยในครั้งนั้นขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ทำพิธี ตัดไม้ข่มนาม ตามพิธีโบราณ คือ ใช้ดาบประจำตระกูลพระยาพิชัยดาบหัก ฟันลงไปที่กิ่งต้นมะยม โดยถือเคล็ด เอาชื่อพรรณไม้ ที่ใกล้เคียงกับชื่อ เสือย่อม มากที่สุดคือ ไม้มะยม หรือ ไม้ ยม ในการทำพิธี ตัดไม้ข่มนาม แต่ในครั้งนั้น ขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่ได้ใช้ดาบเล่มดังกล่าว เข้าต่อสู้กับเสือย่อม แต่ใช้ไม้ระกำ ซึ่งมีหนามแหลม โดยประกาศว่า "หากเสือย่อมใช้ไม้หน้าสาม ขุนพันธรักษ์ราชเดชเองก็จะขอใช้อาวุธที่ด้อยกว่า คือไม้ระกำ เพราะถือว่า ไม่ยอมให้ใครมาข่มบารมีตำรวจได้"และเป็นครั้ง แรก ที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้สะพายดาบประจำตระกูลพระยาพิชัยดาบหัก ในการออกปราบปราม โดยขุนพันธรักษ์ราชเดชได้เข้าปราบปราม เสือย่อม ในวันที่ 23 มิถุนายน 2488 ในการดวลกระบี่กระบองในครั้งนั้น เสือย่อมถูกหวดด้วยไม้ระกำขอยอมแพ้ในที่สุด ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านรู้จักขุนพันธรักษ์ราชเดช กัน ในชื่อ "ขุนพันธฯ ดาบแดง" นอกจากนี้ ยังส่งผลให้กลุ่มเสือย่อม กลุ่มเสือครึ้ม กลุ่มเสือปลั่ง แตกสลายตัว บ้างก็โดนจับ บ้างก็หนีออกนอกพื้นที่จ.พิจิตรหลังจากที่ขุน พันธรักษ์ราชเดชได้ดาบเล่มนี้มาแล้ว ก่อนจะออกปราบปรามทุกครั้ง ท่านจะนำดาบเล่มดังกล่าว เข้าทำพิธี "แช่น้ำข้าวเหนียว" และนำไปวางพิงกับ ต้นไม้ ในทิศตะวันออกของสถานที่พักอาศัย โดยวางดาบเล่มดังกล่าวให้อยู่กลางหาว โดยให้อาบแสงจันทร์ ในลักษณะถอดดาบออกจากฝัก ให้ด้านคมของดาบหัน เข้าหาแสงจันทร์ ตอนกลางคืน ทั้งนี้จากความเชื่อที่ว่า คนเรียนไสยเวท ไม่ว่าจะเป็นโจรผู้ร้าย หรือแม้แต่ตำรวจเองก็ตาม ในสมัยก่อนนิยมสักยันต์ หรือหาเครื่องรางของขลัง ที่เชื่อว่าทำให้ตน หนังเหนียวขุน พันธรักษ์ราชเดชจึงทำการแก้เคล็ด โดยนำไปแช่ น้ำข้าวเหนียว เพราะคำว่า "ข้าวเหนียว" กับ "เข้าเหนียว" เป็นคำที่พ้องนาม พ้องเสียง ซึ่งสามารถสื่อได้ว่า

"ต่อให้หนังเหนียวขนาด ไหน ก็ยังฟันเข้าด้วยดาบเล่มนี้ เพราะผ่านพิธีแก้เคล็ด โดยการ แช่น้ำข้าวเหนียวมาแล้ว" และการนำไปอาบแสงจันทร์ ก็เพื่อเพิ่มความขลัง เพราะสีของดาบเป็นสีปีกแมงทับ คือจะสีออกเขียวเหลื่อม ส่องประกายดุดัน ยามที่ต้องแสงจันทร์ในตอนกลางคืน เมื่อลูกน้องใต้บังคับบัญชา ได้เห็นดาบเล่มที่เป็นตำนานของพระยาพิชัยดาบหัก ส่องประกายดุดัน ก็จะเกิดความหึกเหิม ใจกล้ามากขึ้นหลัง จากนั้นในการออกปราบปรามทุกครั้งของขุนพันธรักษ์ราชเดช ก็ได้ใช้พิธีแช่น้ำข้าวเหนียว กับตัดไม้ข่มนาม ด้วยดาบประจำตระกูลเล่มนี้ทุกครั้งก่อน เพื่อเพิ่ม ขวัญกำลังใจ ให้กับตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา จนต่อมาจากการที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้สะพายถุงผ้าสีแดง ที่ห่อดาบเล่มดังกล่าว ในการออกปราบปรามทุกครั้ง จึงทำให้ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีฉายาเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างว่า "ขุนพันธ ดาบแดง"

ขุน พันธรักษ์ราชเดชยังได้ให้อาจารย์ยัง*** เจ้าอาวาสวัดปากครองมะขามเฒ่า  ปลุกเสกให้พร้อมกับมีดพก เมื่อพ.ศ.2489 เมื่อย้ายไปรับราชการที่ จ.ชัยนาท เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ ในการทำหน้าที่ จนประสบความสำเร็จทุกครั้ง

*** อาจารย์ยัง ถือเป็นครูคนที่สิบเอ็ดของขุนพันธรักษ์ราชเดช โดยอาจารย์ยัง วัดหนองน้อย ชัยนาท ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า รุ่นเดียวกับกรมหลวงชุมพรฯ สอนเกี่ยวกับการปลุกดาบ ปลุกมีด เสกน้ำมะพร้าวแก้ช้ำแก้ชอก ให้แก่ขุนพันธรักษ์ราชเดช 
ประวัติขุนพันธรักษ์ราชเดชhttp://www.oknation.net/blog/history/2007/02/28/entry-1

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538701005&Ntype=49

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : www.jatukamthailand.com/wizContent.asp?wizCon...


ความเห็นที่: 144 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 11:53 น.
ภูมิปัญญาการปราบปรามของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช
วีระ แสงเพชร
งานวิจัยนี้ มุ่งศึกษาภูมิปัญญา การปราบปรามของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช โดยการเก็บข้อมูลจาก พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช และครอบครัว ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้ที่เคยถูกพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ปราบ ด้วยวิธีการสังเกต สัมภาษณ์ แบบเจาะลึก พร้อมถ่ายภาพประกอบ เท่าที่จำเป็น แล้วนำเสนองานวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์

     ผลการวิจัยพบว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ซึ่งเป็นนายตำรวจมือปราบ คนสำคัญของกรมตำรวจ ซึ่งรับราชการในช่วงปี พ.ศ.2472 – 2505 โดยได้สร้างผลงาน ในการปราบปราม ประสบผลสำเร็จ จนเป็นที่ยอมรับของกรมตำรวจ และที่สำคัญคือ เป็นที่ยอมรับ ของประชาชนโดยทั่วไป ทำให้ประชาชน เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ต่อวงการตำรวจมากขึ้น ความสำเร็จ ในการปราบปรามของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นผลจากการ ใช้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ ทั้งที่ศึกษามาจากระบบการศึกษา และการรู้จักปรับใช้ ภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชนนั้น มาใช้ในการปราบปราม เช่น ภูมิปัญญาการใช้วิธีการสืบสวน สอบสวน และวิธีการปราบปราม วิธีการสืบสวนของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง เป็นผลทำให้การจับกุมไม่ผิดตัว โดยใช้วิธีการ ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปลอมตัวเป็นคนรับซื้อเป็ด ไก่ การให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มโจร

     ประการสำคัญ คือการได้รับความร่วมมือ ทั้งคนในชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน เป็นผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่พักพิง อาหาร จนทำให้สามารถจับคนร้าย ได้สำเร็จ ซึ่งตำรวจในยุคหลังๆ น่าจะเอาเป็นแบบอย่าง หรือนำไปปรับใช้ ภูมิปัญญาการปรับใช้ ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชน การเข้าใจคน และเข้าใจสังคมของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำให้ท่านนำบุคคลทั้งคนดี และคนที่เคยประกอบมิจฉาชีพ ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ให้หันกลับมาสู่สังคม ด้วยความปกติ โดยใช้วิธีการผูกมิตร ผูกเกลอ ด้วยความมีจิตใจนักเลง ช่วยเหลือคนโดยไม่หวังผลตอบแทน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดขาด อย่างเอาจริงเอาจัง รู้ว่าควรนำใคร ใช้อาวุธประเภทไหน จึงจะทำงานได้สำเร็จ ในการปราบโจรแต่ละชุมชน จนทำให้คนในชุมชน หันมาให้ความร่วมมือกับทางราชการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ด้วยเชื่อมั่นในตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ภูมิปัญญาการใช้หลักจิตวิทยา โดยอาศัยการศึกษา การใช้ไสยศาสตร์ วิธีการดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นอุบาย ที่แยบยลที่สุดของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ที่สามารถแลเห็นคน แลเห็นสังคม ตลอดจนถึงชีวิตในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ในเรื่องของความเชื่อ ทางไสยศาสตร์ และสามารถนำความเชื่อ ทางไสยศาสตร์ของชุมชนต่างๆ มาปรับใช้ในการปราบปราม จนทำให้โจรกลุ่มต่างๆ เกิดความเกรงกลัว จนไม่กล้าปรากฏตัว ไม่กล้าปะทะกับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช และคณะ ในการปราบปราม เช่น การไปสมัครเป็นศิษย์ ของสำนักที่เป็นที่เชื่อถือของคนในชุมชนนั้น เช่น การไปสักยันต์กับอาจารย์ยัง อาจารย์ใย เป็นต้น ซึ่งคนในภาคกลางให้ความเชื่อถือและศรัทธา การสมัครเป็นศิษย์ ของสำนักเขาอ้อของจังหวัดพัทลุง ซึ่งคนทั้งภาคใต้ ให้ความเชื่อมั่น ในความคงกระพันชาตรี การได้รับการปลุกเสก เครื่องรางจากอาจารย์วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท เช่น ดาบและมีดพก ตลอดจนการนำความเชื่อ มาสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับผู้ร่วมงาน จนผู้ร่วมงานเกิดความกล้าหาญ มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าต่อสู้กับโจรในทุกรูปแบบ ทั้งๆ ที่โจรมีอาวุธ ที่ทันสมัยกว่า และโจรบางกลุ่ม บางคน ได้ชื่อว่ามีความคงกระพันชาตรี หนังเหนียว แต่ก็ถูก พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ปราบได้สำเร็จและเด็ดขาด

     ผลของการใช้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ ของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำให้โจรที่เคยฮึกเหิม ท้าทายอำนาจรัฐ ถูกจับดำเนินคดีบ้าง เสียชีวิตจากการต่อสู้บ้าง ที่สำคัญคือ สามารถปราบหัวหน้าชุมโจรได้สำเร็จ จนกลุ่มโจรต้องสลายตัวและลดอิทธิพลลง โจรบางคน บางกลุ่ม ต้องเลิกพฤติกรรมการเป็นโจร ด้วยเกิดความเกรงกลัว ด้วยท่านมีทั้งวิธีการ “ปราม” และวิธีการ “ปราบ” ด้วยความสำเร็จ ในงานการปราบปราม ทำให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ฉายาต่างๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของการเชิดชู คุณงามความดี ในฐานะนายตำรวจมือปราบ เช่น “นายพลหนวดเขี้ยว “นายพลหนังเหนียว” “รายอกะจิ” “ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง” “นายพลผู้ปราบเสือมือเปล่า”
การทำงานของ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทำให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อตำรวจเพิ่มขึ้น ทำให้วงการตำรวจได้รับยุทธวิธีในการปราบปรามเพิ่มเติมขึ้น และส่งผลให้อิทธิพลของชุมโจรลดลง และสลายตัวไปในที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : http://www.budutani.com/booklist/borirak.html


ความเห็นที่: 145 ตอบโดย: tiger13 เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 19:54 น.
ขอบคุณครับ   

ความเห็นที่: 146 ตอบโดย: iba เมื่อ: 31 ก.ค. 2552 เวลา 21:50 น.

ว้าว อ่านสนุก ได้ความรู้ นึกถึง ตอนเรียนท่องเที่ยว วิชาไกด์เลย อิอิ ชอบๆๆ

เรื่องเล่า ตำนานๆ สนุกๆ อิอิ ออกทริปไป เล่าเรื่องไป เอิ้กๆๆ ปล. เมาไปด้วย อิอิ


ความเห็นที่: 147 ตอบโดย: joker เมื่อ: 1 ส.ค. 2552 เวลา 13:39 น.
ได้ความรู้มากๆ

ความเห็นที่: 148 ตอบโดย: pang156 เมื่อ: 4 ส.ค. 2552 เวลา 03:11 น.

น้าครับ ...........สุดยอดเลยครับ 

จะติดตามตอนต่อไป


ความเห็นที่: 149 ตอบโดย: simson เมื่อ: 4 ส.ค. 2552 เวลา 12:51 น.
ข้าน้อยขอฝากตัวเป็นศิษย์ หนึ่งคนครับ

ความเห็นที่: 150 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 5 ส.ค. 2552 เวลา 14:41 น.

สวัสดีครับทุกๆท่าน คอยติดตามเรื่อยๆนะครับ จะพยายามหาเรื่องมาเล่าให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้ต่างๆ

เพื่อจะได้นำบางส่วนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้กันนะครับ


ความเห็นที่: 151 ตอบโดย: กระบี่หัก เมื่อ: 5 ส.ค. 2552 เวลา 16:07 น.
รอติดตามครับกัปปิตัน

ความเห็นที่: 153 ตอบโดย: กระบี่หัก เมื่อ: 6 ส.ค. 2552 เวลา 13:57 น.

รวมแจมมีดหมอกะกัปปิตันด้วยมีดหมอที่เก็บอยู่


ความเห็นที่: 154 ตอบโดย: jirawatp เมื่อ: 6 ส.ค. 2552 เวลา 14:54 น.
งามมากครับน้า ของเกจิท่านใดบ้างหรือครับ 

ความเห็นที่: 155 ตอบโดย: กระบี่หัก เมื่อ: 6 ส.ค. 2552 เวลา 14:59 น.
ถ่ายรูปแล้วแสงเพี้ยนนิดหนึ่งครับกัปตันของช่างแถวพยุหะครับส่วนวัดใดนั้นหาเอาเองกิ้วๆๆๆๆ

ความเห็นที่: 156 ตอบโดย: เจต ปากคลองซอย เมื่อ: 15 ส.ค. 2552 เวลา 19:14 น.
ได้ความรู้ดีครับ

ความเห็นที่: 159 ตอบโดย: satanoi เมื่อ: 27 ม.ค. 2554 เวลา 19:01 น.

มีดกรุข่า แปลงร่างเป็นมีดหมอ


ความเห็นที่: 157 ตอบโดย: chaiwatinov เมื่อ: 29 ก.ย. 2552 เวลา 03:22 น.

น่าสนใจมากครับ


ความเห็นที่: 158 ตอบโดย: ม่านหมอก เมื่อ: 18 ธ.ค. 2552 เวลา 11:14 น.
+ความรู้เชิงลึกครับ+