กระทู้ที่ 169804: อุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดน่าน
โดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 13:18 น.
ที่มา : http://www.dnp.go.th/
อุทยานแห่งชาติขุนน่าน
ที่ตั้งและแผนที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ต.ดงพญา อ. บ่อเกลือ จ. น่าน 55220 โทรศัพท์ : 0 1960 5507

อุทยานแห่งชาติขุนน่านครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ในท้องที่ตำบลภูฟ้า ตำบลบ่อเกลือใต้ และตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีพื้นที่ประมาณ 155,375 ไร่ หรือ 248.6 ตารางกิโลเมตร

ความเป็นมา: ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้รับรายงาน จากอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน รายงานว่า พื้นที่ป่าไม้ในป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ด้านทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ในท้องที่อำเภอบ่อเกลือและท้องที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เนื้อที่ประมาณ 620 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 387,500 ไร่ มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์อุดมด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ มีความหลากหลายด้านชีวภาพ และมีธรรมชาติสวยงาม สามารถพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้หลายแห่ง จึงขอให้ส่วนอุทยานแห่งชาติรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการสำรวจ เพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป

ในเดือนกรกฎาคม 2540 กรมป่าไม้ ได้สั่งการให้ นายสนชัย ลาชโรจน์ ตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ 5 ส่วนอุทยานแห่งชาติ ไปดำเนินการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ เพื่อพิจารณาศักยภาพของพื้นที่ว่าสามารถจะดำเนินการเพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติได้หรือไม่ โดยใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติงานสำรวจ 90 วัน และเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 การปฏิบัติงานสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพื้นที่ดังกล่าวเสร็จสิ้น นายสนชัย ลาชโรจน์ ได้จัดทำรายงานผลการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น พร้อมจัดทำรายละเอียดลงในแผนที่เสนอความเห็น รายงานกรมป่าไม้ว่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง บริเวณดังกล่าวมีศักยภาพเหมาะสมที่จะดำเนินการเพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างยิ่ง และควรทำการสำรวจเพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเสียโดยเร็ว พร้อมได้เสนอให้ตั้งชื่ออุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ในเขตอนุรักษ์ถาวรพื้นที่นี้ว่า “อุทยานแห่งชาติขุนน่าน” อันหมายถึง ขุนเขา ลำน้ำ อันเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำน่าน

วันที่ 21 ตุลาคม 2540 กรมป่าไม้ ได้สั่งการให้ นายสนชัย ลาชโรจน์ ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน จังหวัดน่าน และให้มีหน้าที่ปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยการสำรวจพื้นที่ป่าไม้เพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ได้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2542 นายสนชัย ลาชโรจน์ ได้จัดทำรายงานผลการสำรวจและจัดทำรายละเอียดพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน รายงานกรมป่าไม้ทราบและเพื่อดำเนินการต่อไป

ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติขุนน่านครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 155,375 ไร่ หรือ 248.6 ตารางกิโลเมตร ในท้องที่ตำบลภูฟ้า ตำบลบ่อเกลือใต้ และตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อยู่ระหว่างการดำเนินการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ขนาดพื้นที่ 160881.14 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศทั่วไปของพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่านเป็นพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 เอ ลักษณะพื้นที่เขาสูงชันสลับซับซ้อน ติดต่อกันเป็นเทือกเต็มพื้นที่ มีระดับความสูงตั้งแต่ 600-1,745 เมตรจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลาง โดยมียอดดอยผีปันน้ำในเทือกเขาผีปันน้ำ ในท้องที่ตำบลดงพญา เป็นดอยที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1,745 เมตรจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย เทือกเขาที่สำคัญในพื้นที่ได้แก่ เทือกเขาภูฟ้า เทือกเขาขุนน้ำว้าน้อย เทือกเขาน้ำว้ากลาง และเทือกเขาผีปันน้ำ เป็นต้น ไม่มีพื้นที่ที่เป็นที่ราบบนภูเขาที่สามารถ นำมาใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอย่างถาวรได้ มีลำน้ำว้า อันเป็นลำน้ำสายใหญ่และสำคัญ ไหลผ่านกลางพื้นที่ในแนวทิศเหนือไหลลงทิศใต้ มีระยะทางการไหลผ่านพื้นที่ประมาณ 25.5 กิโลเมตร ต้นกำเนิดของลำน้ำว้าเกิดจากเทือกผีปันน้ำบริเวณบ้านน้ำว้าในตำบลบ่อเกลือเหนือ นอกเขตพื้นที่ที่จะประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ที่บ้านสะปัน ตำบลดงพญา ผ่านกลางพื้นที่ไปออกพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ขุนน่าน ที่บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า ลำห้วยสำคัญที่ไหลลงน้ำว้า ได้แก่ น้ำปาด น้ำปัน ห้วยตี๋ ห้วยห้า และน้ำแปด

ลักษณะภูมิอากาศ
เนื่องจากพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ตั้งอยู่ในภาคเหนือพื้นที่อยู่ระหว่าง เส้นรุ้ง ที่ 02-32.5 องศาเหนือ ระหว่างเส้นแวง ที่ 27.2-48.4 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณเกือบเหนือสุดของประเทศ สภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นที่สูง โดยอุณหภูมิของอากาศในพื้นที่จะอยู่ที่ ประมาณระหว่าง 1-7 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูหนาว และประมาณ ระหว่าง 28-33 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูร้อน และโดยที่พื้นที่นี้มีป่าไม้และภูเขารอบด้านห่างไกลจากชุมชนเมืองใหญ่อากาศบนพื้นที่นี้มีป่าไม้และภูเขารอบด้านห่างไกลจากชุมชนเมืองใหญ่อากาศพื้นที่จึงมีความบริสุทธิ์ แจ่มใส สดชื่น เกือบตลอดทั้งปี ดังนั้น พื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติขุนน่าน จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเป็นสถานที่ตากอากาศ รับอากาศสดชื่น ที่ปราศจากมลพิษในอากาศเป็นเวลานานๆ

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
สภาพพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติขุนน่านประมาณร้อยละ 90 ปกคลุมด้วยป่าดิบเขา ส่วนที่เหลือเป็นป่าดิบชื้นและทุ่งหญ้า ชนิดพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างที่พบในป่าดิบเขา ได้แก่ ก่อเดือย ก่อแป้น ก่อน้ำ ก่อตาหมู ก่อนก กำลังเสือโคร่ง มณฑาป่า จำปีป่า หว้า ผักกูด มอส และกล้วยไม้ดิน สำหรับป่าดิบชื้นซึ่งจะพบบริเวณริมน้ำ ริมห้วย และตามร่องเขาที่มีความชื้น พันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างที่พบได้แก่ ยาง กระบาก มะหาด มะยมป่า ไผ่บง ไผ่ฮก หวาย ตาว และเถาวัลย์ชนิดต่างๆ

สัตว์ป่าที่สำรวจพบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนน่านได้แก่ เก้ง เลียงผา หมูป่า ชะมด หมี เม่น กระรอก กระแต ไกป่า เป็นต้น

การเดินทาง
รถยนต์
จากอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1081 (บ่อเกลือ-เฉลิมพระเกียรติ) ประมาณ 7 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนน่าน

ความเห็นที่: 1 ตอบโดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 13:30 น.
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (Doi PhuKha)
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 94 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2542 มีเนื้อที่ประมาณ 1,065,000 ไร่ (1,074 ตร.กม) ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
ทิศเหนือ ติดต่อกับท้องที่ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติแม่จริมท้องที่ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติขุนน่านท้องที่ ตำบลบ่อเกลือเหนือ – บ่อ เกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.ศิลาเพชร ต.อวน อ.ปัว จ.น่าน

ขนาดพื้นที่ 1065000.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 1 (ห้วยโก๋น)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ ภค 2 (น้ำตกแม่จริม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 3 (น้ำปูน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 4 (ขุนน้ำแนะ)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 5 (ห้วยโป่ง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 6 (นากอก)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 7 (น้ำอวน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 8 (ภูแว)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 9 (บ้านด่าน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 10 (ดอยผาผึ้ง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 11 (น้ำยาว)
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน มีพื้นที่ราบอยู่ตามบริเวณโดยรอบ มียอดดอยดงหญ้าหวายเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด โดยมีความสูง 1,980 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ลักษณะทั่วไปเป็นภูเขาหินชั้น และหินอัคนี โดยในพื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารชั้น 1A อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำทีอุดมสมบูรณ์
1. ลักษณะทางธรรมชาติ
1.1 ทรัพยากรธรรมชาติ
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน พื้นที่ราบอยู่ตามบริเวณโดยรอบ มียอดดอยภูคาเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน จังหวัดน่าน โดยมีความสูง 1,980 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (กรมแผนที่ทหาร,2531) แต่ปัจจุบันยอดดอยภูคา มีความสูง 1,910 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (กรมแผนที่ทหาร,2542) ลักษณะทั่วไปเป็นภูเขาหิน และหินปนทราย โดยในพื้นที่ป่าแห่งนี้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารชั้น1A อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำน่านและแม่น้ำลำธารสาขาหลายสาย
1.1.1 ธรณีวิทยา
จากรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยา (A.Hess and K.E. Kock 1975) พบว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาประกอบไปด้วย หิน 2 ประเภท คือ หินชั้น หรือ หินตะกอน (Sedimentary) เป็นส่วนใหญ่ และมี หินอัคนี (Igneous Rock) บ้างเล็กน้อย
หินชั้นที่พบในบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จำแนกตามอายุของหิน จากมากไปหาน้อยได้ดังนี้
1) หินที่มีอายุในมหายุคพาลีโอโซอิค (Pareozoic Era) ซึ่งประกอบด้วยหินยุคต่างๆ ดังนี้
- หินยุคคาร์บอนิเฟอรัส ตอนบนถึงยุคเปอร์เมียนตอนล่าง (Upper Carboniferous – Lower Permain Period) มีอายุระหว่าง 345 - 230 ล้านปี ประกอบด้วย หินดินดาน (Shale) หินทราย (Sand Stone) หินปูน (Lime Stone) หินกรวดมน (Conglomelate) หินแกรแวด (Greywaeke) และหินเชิร์ท (Chert) จะพบหินดังกล่าวนี้ทางด้านทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาฝั่งตะวันตกของลำน้ำว้าเป็นแนวแคบ ๆ ช่วงอำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม
- หินยุคเปอร์เมียน (Permian Period) มีอายุระหว่าง 280–230 ล้านปี ประกอบด้วย หินดินดาน (Shale) หินทราย (Sand Stone) และหินปูน (Lime Stone) บริเวณดังกล่าวนี้จะพบอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาติ ช่วงอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
- หินยุคเปอร์เมียน-ไทรแอสสิค (Permian-Triassic Period) มีอายุระหว่าง 250 – 195 ปี ประกอบด้วยหินเช่นเดียวกับหินที่เกิดในยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนบนถึงยุคเปอร์เมียนตอนล่าง แต่มีอายุน้อยกว่า พบหินยุคนี้เป็นบริเวณกว้างทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติ ทั้งตอนบนและตอนล่างจะพบหินในยุคนี้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะอยู่ในช่วงอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว อำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม
- หินที่มีอายุในยุคไทรแอสสิคตอนบนถึงยุคจูแรสสิค และครีเตเซียส (Upper Triassic-Jurassic and Cretaceous Period) จะพบหินในยุคนี้ประมาณ 195 – 18 ล้านปีประกอบด้วย หินดินดาน (Shale) หินทราย (Sand Stone) และหินคองโกลเมอเรท (Conglomerlate) หินดังกล่าวนี้จะพบเป็นบริเวณกว้างทางด้านตะวันออกของอุทยานแห่งชาติ ตามแนวเหนือ-ใต้ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วงอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอสันติสุข

2) หินที่มีอายุอยู่ในมหายุคนีโอโซอิค (Neozoic Era) ประกอบด้วยหินยุคต่างๆ ดังนี้
- หินยุคเทอเทียรี่ (Tertiary Period) มีอายุระหว่าง 65 ล้านปี ถึง 1 แสนปี หินที่พบในยุคนี้ประกอบด้วย หินดินดาน (Shale) หินทราย (Sand Stone) และหินคองโกลเมอเรท (Conglomerlate) จะพบหิน ดังกล่าวนี้เล็กน้อย ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติ
- หินยุคควอเตอร์นารี (Quaternary Period) ประกอบไปด้วยตะกอนที่ยังไม่แข็งตัวมีตั้งแต่ขนาดกรวดจนถึงดินเหนียว เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนร่องน้ำต่าง ๆ
- หินอัคนี (Igneous Rocks) ที่พบในบริเวณอุทยานแห่งชาติ มีอยู่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับหินชั้นหรือหินตะกอน หินที่มีอายุมากที่สุดได้แก่หินยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนบนถึงยุคเปอร์เมียนตอนล่างประกอบด้วยหินทัฟ ( Tuff ) ที่มีเนื้อหินสีเข้ม นอกจากนี้ยังพบหินอัคนี ที่มีอายุอยู่ในยุคไตรแอสสิค ประกอบด้วยหินแกรนิต (Granite) หินแกรโนไดโอไรท์ (granodiorite) พบบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา

1.1.2 ทรัพยากรดิน
พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชุดดินที่ 62 ชุดดินนี้จะพบบริเวณพื้นที่ภูเขา ซึ่งมีความลาดชันมากกว่า 35 %ในบริเวณดังกล่าวนี้มีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิดในบริเวณนั้น มักมีเศษหิน ก้อนหิน หรือหินพื้นโผล่ กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่ยังปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่าง ๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้นหลายแห่ง มีการทำไร่เลื่อนลอยโดยปราศจากมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินจนบางแห่งเหลือแต่หินพื้นโผล่ ได้แก่ชุดดินที่ลาดชันเชิงซ้อน (Sc) กลุ่มดินนี้ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเนื่องจากมีปัญหาหลายประการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศควรสงวนไว้เป็นป่าตามธรรมชาติเพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำลำธาร
1.1.3 ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีลำน้ำซึ่งต้นกำเนิดจากเทือกเขาสูงที่สำคัญ มีดังนี้
1) ลำน้ำว้า เกิดจากลำน้ำในเทือกเขาจอมในเขตอำเภอบ่อเกลือ ไหลผ่านอำเภอ แม่จริม แล้วไปบรรจบแม่น้ำน่าน ในเขตตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา
2) ลำน้ำกอน มีต้นน้ำเกิดจากดอยภูคา ไหลไปบรรจบแม่น้ำน่านที่บ้านสบกอน อำเภอเชียงกลาง
3) ลำน้ำปัว เกิดจากธารน้ำในเทือกเขาดอยภูคา ทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอปัว แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำน่านที่บ้านสบปัว อำเภอปัว
4) ลำน้ำยาว มีต้นกำเนิดจากประเทศลาว ไหลผ่านอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มาบรรจบแม่น้ำน่านในเขตอำเภอท่าวังผา
5) ลำน้ำย่าง มีต้นกำเนิดจากดอยภูคา ไหลผ่านอำเภอปัว มาบรรจบแม่น้ำน่านในเขตอำเภอท่าวังผา
6) ลำน้ำอวน มีต้นกำเนิดจากดอยภูคา ไหลมาบรรจบแม่น้ำน่านที่บ้านสบยาว กิ่งอำเภอภูเพียง
7) แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาขุนน้ำน่าน มีลำน้ำสาขาไหลมาบรรจบ ในเขตจังหวัดน่าน เป็นจำนวนมาก จากอำเภอทุ่งช้าง อำเภอปัว อำเภอเมือง อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น แล้วไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนสิริกิติ์ ในเขตอำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์
ลักษณะภูมิอากาศ
ฤดูฝน : ระหว่างเดือน พฤษภาคม - ตุลาคม จะมีฝนตกชุก
ฤดูหนาว : ระหว่างเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ในเดือนธันวาคม – มกราคม
จะมีอากาศหนาวจัด และมีอุณหภูมิต่ำสุด 2.0 องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน : ระหว่างเดือน มีนาคม - เมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 8-10 °C ฤดูร้อนเป็นช่วงสั้นๆ คือ เดือนมีนาคม - เมษายน อากาศจะเย็นสบาย


พืชพันธุ์และสัตว์ป่าทรัพยากรป่าไม้
1. ป่าไม้/การใช้ที่ดิน

ประเภท ป่าไม้และการใช้ที่ดิน
ป่าดิบเขา เนื้อที่ 315,000 ไร่ คิดเป็น 29.6 %
ป่าดิบแล้ง เนื้อที่ 262,500 ไร่ คิดเป็น 24.6 %
ป่าเบญจพรรณ เนื้อที่ 262,500 ไร่ คิดเป็น 24.6 %
ป่าเต็งรัง เนื้อที่ 92,400 ไร่ คิดเป็น 8.6 %
ป่าเสื่อมโทรม (ไร่ร้าง) เนื้อที่ 12,000 ไร่ คิดเป็น 1.2 %
พื้นที่ทำกินของราษฎร เนื้อที่ 108,100 ไร่ คิดเป็น 10.2 %
อื่นๆ เนื้อที่ 12,5001.3 ไร่ คิดเป็น 1.2 %
ที่มา : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา,2546

2. ลักษณะของป่าและพืชพันธุ์ไม้ป่า
ป่าดอยภูคาแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ตามสภาพป่า
2.1. ป่าดงดิบเขา (Hill evergreen forest) เป็นป่าที่มีความอุสมบูรณ์ มีอยู่ตามหุบเขา ริมน้ำลำธาร ส่วนใหญ่อยู่ตอนใต้ตอนกลาง และตอนเหนือของพื้นที่บางส่วน มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 25 ของพื้นที่พรรณไม้ที่สำคัญ คือ ก่อยาง ตะเคียน มะค่าโมง มณฑาป่า จำปีป่า กำลังเสือโคร่ง ไม้พื้นล่าง ประกอบด้วย หวาย ผักกูด มอส เฟริ์น กล้วยไม้ ฯลฯ
2.2. ป่าดงดิบแล้ง (Dry evergreen forest) เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ตามหุบเขา มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่พันธ์ไม้ที่สำคัญ คือ ยาง ตะเคียน มะค่าโมง จำปีป่า ประดู่ ก่อ ต้นชมพูภูคา เป็นต้น พันธุ์ไม้พื้นล่างประกอบด้วย ไม้ไผ่ชนิดต่างๆ เฟริ์น หวาย เถาวัลย์ชนิดต่างๆ
2.3. ป่าเบญจพรรณ (Deciduous forest) มีอยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าดอยภูคา บริเวณที่ราบตามรอบพื้นที่ และบริเวณพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อย มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ ยาง มะค่าโมง ประดู่ แดง ตะแบก ไม้พื้นล่างประกอบด้วยไม้ไผ่ชนิดต่างๆ
2.4. ป่าเต็งรัง (Dry dipterocarp forest) เป็นป่าที่มีอยู่บริเวณโดยรอบของพื้นที่ตามลาดเขา และบนภูเขาในพื้นที่บางจุดป่าประเภทนี้มีอยู่น้อยมาก เนื้อที่ประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง มะค่า พะยอม รกฟ้า ไม้พื้นล่างประกอบด้วย มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง หญ้าเเพ็ก
2.5. ป่าสนธรรมชาติ ( Pine forest) มีขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่ตอนใต้ของอุทยานฯใกล้ๆกับดอยภูหวดส่วนใหญ่จะขึ้นผสมกับป่าเต็งรังลักษณะเป็นสน 3 ใบ




3. พันธุ์ไม้ป่าหายากและพรรณไม้เฉพาะถิ่น
เนื่องจากอุทยานฯ มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูง บางพื้นที่มีลักษณะจำเพาะ พรรณพืชบางชนิดที่พบในพื้นที่อุทยานเป็นพรรณไม้หายาก หรือพรรณไม้เฉพาะถิ่น เนื่องจากมีการกระจายในวงจำกัด ประกอบกับสภาพป่าที่ได้ถูกแปรสภาพหรือถูกรบกวนโดยปัจจัยต่างๆ

4. พืชไม้ล้มลุก
เช่น ประดับหินดาว หญ้าแพรกหิน พืชเฉพาะถิ่น ขาวละมุน เทียนดอย พืชหายาก ฯลฯ

5.พืชชนิดไม้เลื้อย
เช่น เสี้ยวเครือ (Bauhinia variegata) มะลิภูหลวง พืชหายาก นมตำเลีย พืชเฉพาะถิ่น ฯลฯ
(นายปรัชญา ศรีสว่าง.ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชที่มีท่อลำเลียงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2548 )

ทรัพยากรสัตว์ป่า
สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยป่าดงดิบเขา (Hill evergreen forest) ป่าดงดิบแล้ง (Dry evergreen forest) ป่าเบญจพรรณ (Evergreen forest, Deciduous forest) ป่าเต็งรัง (Dry diterocarp forest) สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่อย่างชุกชุม ได้แก่ เก้ง (Muntiacus muntjak Zimmermann.) กวางป่า (Cervus unicolor Kerr.) หมูป่า (Sus sorofa Linnaeus.) เลียงผา (Capricornis sumatraensis Bechstein.) ชะนีธรรมดา (Hylobates lar Linnaeus.) อีเห็นธรรมดา (Paradoxurus hormaphroditus Pallas.) หมีควาย (Selenatos thibetanus G. Cuvier.) ซาลาเมนเดอร์หรือจิ้งจกน้ำ เป็นต้น

การเดินทาง
การคมนาคมและการติดต่อสื่อสาร

เส้นทางคมนาคม
- ระยะทางจากกรุงเทพมหานคร ถึง อุทยานแห่งชาติ 753 กิโลเมตร
- ระยะทางจากจังหวัดน่าน โดยรถยนต์ไปตามทางหลวง 1080 ถึง อำเภอปัว ระยะทาง 60 กิโลเมตร แยกไปตามทางหลวงหมายเลข 1256 (ปัว – บ่อเกลือ) ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ - ดอยภูคา ระยะทาง 25 กิโลเมตร

การติดต่อสื่อสาร
ไปรษณีย์ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน 55120 โทรศัพท์/ แฟกซ์ ( สำนักงาน ) 054-701000 , 054-731-362
( มือถือ ) 089-554-1231
www.dnp.go.th E-mail : phukha_np@hotmail.com
วิทยุสื่อสาร ระบบที่ใช้ VHF ( FM ) คลื่นความถี่ 173.775 เมกกะเฮิร์ต
คลื่นความถี่ 173.825 เมกกะเฮิร์ต SSB ( AM ) รหัสเรียกขานของ หน่วยงาน ภูคา

ความเห็นที่: 2 ตอบโดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 13:39 น.
อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน (Thamsakoen National Park)

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน
ตู้ ป.ณ. 13 อ. ท่าวังผา จ. น่าน 55140
โทรศัพท์ : 0 9045 9831

อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินครอบคลุมพื้นที่เทือกเขาสูงตอนปลายแห่งทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งทอดตัวยาวต่อเนื่องไปจนถึงเขตแดนประเทศลาว สภาพธรรมชาติยังอุดมด้วยผืนป่าสมบูรณ์ ถ้ำขนาดใหญ่ น้ำตกงดงาม และจุดชมทะเลหมอก อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินมีพื้นที่ทั้งหมด 155,200 ไร่ หรือ 248.32 ตารางกิโลเมตร อยู่ในท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงคำ อำเภอปง จังหวัดพะเยา

เมื่อปี พ.ศ. 2539 นายวิทยา หงษ์เวียงจันทร์ ตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ 5 ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ได้ทำการสำรวจพื้นที่อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว และป่าน้ำสวด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน พบว่ายังมีสภาพสมบูรณ์เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารลุ่มน้ำ ชั้น 1 เอ มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เนื้อที่ประมาณ 280,000 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะสมที่จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ จึงได้รายงานมายังกรมป่าไม้

กรมป่าไม้พิจารณาแล้วได้สั่งการให้ นายธนศาสตร์ เวียงสารวิน ตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ 5 อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ปฏิบัติงานประจำอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดเลย ไปดำเนินการสำรวจข้อมูลสภาพป่ารายละเอียดในพื้นที่บริเวณดังกล่าวและบริเวณใกล้เคียง ที่มีความเหมาะสมเป็นอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2539 โดยให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาตินี้ด้วย

ต่อมากรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้ นายประดิษฐ์ เลิศลักษณ์ศิริกุล ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ประจำอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัด กาญจนบุรีไปปฏิบัติงานทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกินแทน นาย ธนศาสตร์ เวียงสารวิน โดยเริ่มปฏิบัติงานในหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2542 โดยได้สำรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำยาวและป่าน้ำสวด (ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531) ในท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกาง อำเภอทุ่งช้าง และอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหย่วน และป่าน้ำลาว ท้องที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม ท้องที่อำเภอปง (เดิมขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันท้องที่อำเภอปง ขึ้นอยู่กับจังหวัดพะเยา) เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป


ปัจจุบันคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแล้ว

ขนาดพื้นที่
157614.73 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้ คล้ายรูปตัว T ตัวเขียนใหญ่ในภาษาอังกฤษ ระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 300 - 1,752 เมตร จากระดับน้ำทะเล มียอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดดอยจี๋ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,752 เมตร เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของลุ่มน้ำถึงสามลุ่มน้ำด้วยกัน คือ ลุ่มน้ำยมตอนบน ลุ่มน้ำยาวตอนบน และลุ่มน้ำลาว ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำสายหลักของประเทศ คือ ลำน้ำยม และ ลำน้ำน่าน อันเป็นแม่น้ำสำคัญสายหลักในการประกอบอาชีพเกษตรของราษฎรริมสองลำน้ำ

ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว ภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดต่อปีประมาณ 8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดต่อปีประมาณ 41 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,211 มิลลิเมตร

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
สภาพป่าประกอบด้วย ป่าดิบเขา พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้ก่อชนิดต่าง ๆ พญาไม้ พญาเสือโคร่ง มะขามป้อมดง สนสามพันปี อบเชย กฤษณา ไม้พื้นล่างได้แก่ มอส เฟินชนิดต่างๆ ป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยาง กระบาก สมพง ลำพูป่า กระทุ่ม พืชพื้นล่างได้แก่ กูดต้น กูดพร้าว เอื้องกุหลาบพวง เป็นต้น ป่าดิบแล้ง พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยางแดง ยางขาว ตะเคียน ตะแบก มะม่วงป่า พืชพื้นล่างได้แก่ ไผ่ หวาย เฟิน ปาล์ม ต๋าว เป็นต้น ป่าเบญจพรรณ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ มะค่าโมง สมอภิเพก ตะคร้อ เสี้ยว ดอกขาว พืชพื้นล่างได้แก่ หญ้าแฝก หญ้าคมบาง และพืชในวงศ์ ขิง ข่า เป็นต้น

จากการสำรวจพบว่าสัตว์ป่าส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดเล็ก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก ได้แก่ เสือ เลียงผา เก้ง หมูป่า กระรอก กระแต หมาไน เหยี่ยว นกขุนทอง และนกเขา

การเดินทาง
รถยนต์
เดินทางจากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1080 สายน่าน-ทุ่งช้าง เมื่อถึงอำเภอท่าวังผา ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร แล้วให้แยกไปทางซ้ายมือตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1148 สายท่าวังผา-สองแคว ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอสองแควแล้วให้แยกไปตามทางซ้ายมือตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1097 สายสองแคว-เชียงคำ ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว แล้วให้แยกเข้าหมู่บ้านเลี้ยวไปทางขวามือผ่านหมู่บ้านไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน

ความเห็นที่: 3 ตอบโดย: ไ_อ้คล้าว เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 13:42 น.

ยังเที่ยวไม่ครบทุกอุทยานเลย ว่างๆ จะไปให้ครบ ขอบคุณครับ


ความเห็นที่: 4 ตอบโดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 13:46 น.
อุทยานแห่งชาติขุนสถาน (Khun Sathan)

ที่ตั้งและแผนที่ ตู้ ปณ.5 อ. นาน้อย จ. น่าน 55150
โทรศัพท์ : 0 5470 1121
Thai | Eng

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน เป็นพื้นที่ที่ได้สำรวจจากป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ในท้องที่ อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พื้นที่ 285,826 ไร่ ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าไม้ชนิดต่างๆ คือ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง สัตว์ที่พบเห็นได้แก่สัตว์จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ นก ปลา แมลงชนิดต่างๆ

ความเป็นมา : ในปี พ.ศ. 2541 ศูนย์อุทยานแห่งชาติ จังหวัดน่าน ได้มีหนังสือที่ กษ 0712.ศอช.จ.น่าน/1 ลงวันที่ 7 เมษายน 2541 ถึงส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ในขณะนั้น ว่าบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยแม่ขะนิง ป่าน้ำสาและป่าสาครฝั่งซ้าย และป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ในท้องที่อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรสัตว์ป่า มีลักษณะโดดเด่นอัศจรรย์ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการสำหรับประชาชน มีพื้นที่ประมาณ 300,000-400,000 ไร่เศษ เหมาะสมและสมควรจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นจึงเห็นควรให้กรมป่าไม้ พิจารณาจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสำรวจ ประกาศจัดตั้ง และควบคุมพื้นที่ดังกล่าว เพื่อประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป

ภาพ ; อ๊อดซี่ น่านทูเดย์ดอทคอม

ขนาดพื้นที่
266070.97 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่

ลักษณะภูมิประเทศ
ภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติขุนสถาน เป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีความสูงชันทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ มีแนวสันเขาของดอยแปรเมืองเป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดแพร่กับจังหวัดน่าน ความสูงตั้งแต่ 120-1,726 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีแม่น้ำน่านเป็นแนวกันระหว่างจังหวัดอุตรดิตถ์กับจังหวัดน่าน มีลำธารและลำห้วยซึ่งเป็นต้นน้ำน่านอยู่หลายสาย เช่น ห้วยน้ำแหง ห้วยน้ำอูน ห้วยน้ำลี เป็นต้น ดอยที่สำคัญ เช่น ดอยจวงปราสาท สูง 1,193 เมตร ดอยแม่จอก สูง 1,469 เมตร ดอยกู่สถาน(ดอยธง) สูง 1,634 เมตร และดอยที่สูงที่สุดคือยอดดอยภูคา มีความสูง 1,726 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติขุนสถาน มรความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อนช่วงสั้นๆ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมายน ฤดูฝน เริ่มเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จากข้อมูลภูมิอากาศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 - 2551 อุณหภูมิสูงสุด 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 1.5 องศาเซลเซียส

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติขุนสถานสามารถจำแนกสังคมพืชออกได้เป็น

ป่าดิบเขา ขึ้นอยู่ตามสันเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป เช่น บริเวณดอยขุนห้วยย่าทาย ดอยขุนห้วยหก ดอยขุนสถาน มีพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่าง ได้แก่ ก่อ สารภีดอย พะวา จำปีป่า เหมือด กำยาน เฟิน และปรงป่า และทีเฟริ์น

ป่าสนเขา ขึ้นกระจายตามยอดเขาที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เช่น บนดอยจวงปราสาท ดอยแปรเมือง มีอาณาบริเวณไม่กว้างนัก พันธุ์ไม้ที่พบได้แก สนสองใบ สนสมใบ เหียง และพะยอม ป่าดิบแล้ง พบกระจายอยู่ทั่วไป สภาพป่ามีความชื้นสูง สภาพป่ารกทึบ มีพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างได้แก่ ยางปาย ยมหิน ม่วงก้อม ชมพูป่า เขืองแข้งม้า และหนามเล็บเหยี่ยว


ป่าเบญจพรรณ พบกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 250-1,000 เมตร ชนิดไม้และพืชพื้นล่างที่พบได้แก่ ประดู่ ชิงชัน เก็ดแดง เก็ดดำ รกฟ้า มะเฟืองช้าง ตะแบกเลือด ปู่เจ้า มะกอกเกลื้อน ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง เห็ดจั่น เห็ดมัน เห็ดซาง และเห็ดขอน

ป่าเต็งรัง พบตามสันเขาที่มีความสูงระหว่าง 700-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างที่พบ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พะยอม มะม่วงหัวแมงวัน กระโดน ติ้ว กระท่อมหมู ปรง เห็ดไข่ห่านเหลือง และเห็ดขมิ้นใหญ่ เป็นต้น

ป่าดิบแล้ง พบกระจายอยู่ทั่วไป แต่เป็นบริเวณไม่กว้างนัก พันธุ์ไม้และพืชพื้นล่าง ได้แก่ ตะเคียนทอง ยมหอม เชียด เลือดม้า กระทุ่มบก ลำพูป่า เฟิน ผักกูด กีบแรด บอน เห็ดแดง และเห็ดขมิ้นน้อย และยังพบกล้วยไม้นานาชนิด เช่น สิงโตสยามฯ

สัตว์ป่าที่พบในอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ได้แก่ เสือโคร่ง หมีควาย กวางป่า เลียงผา หมูป่า ลิง อีเห็น หมูหริ่ง หมาหริ่ง กระต่ายป่า ตุ่น อ้น กระรอก นกขุนทอง นกแก้ว นกขมิ้น นกหัวขวาน นกแซงแซวหางบ่วง นกตะขาบทุ่ง แย้ ตะกวด กิ้งก่า ตุ๊กแกป่า กบ เขียด อึ่งอ่าง คางคก ฯลฯ สำหรับในบริเวณแหล่งน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำสิริกิตติ์ มีปลาอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาตะเพียนแดง ปลาแรด ปลาชะโด ปลาไน ปลาช่อน ปลาบู่ทอง ปลาสลาก ปลาตะโกก ปลาหมอ และปลาสร้อย เป็นต้น

การเดินทาง
รถยนต์
เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติขุนสถาน มี 2 เส้นทาง คือ

• ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (ถนนยนตรกิจโกศล) เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดแพร่ไปจังหวัดน่าน จากจังหวัดแพร่ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านห้วยแก๊ต ตำบลไผ่โทนอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการชั่วคราวอุทยานแห่งชาติขุนสถาน

• จากจังหวัดน่าน ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ถึงอำเภอเวียงสา เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1026 สายอำเภอเวียงสา - อำเภอนาน้อย ระยะทางจากอำเภอเวียงสาถึงอำเภอนาน้อย ประมาณ 35 กิโลเมตร และจากอำเภอนาน้อยเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1216 ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร ถึงที่ทำการชั่วคราวอุทยานแห่งชาติขุนสถาน

แผนที่แส้นทาง
แผนที่การเดินทางไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนสถาน จังหวัดน่าน

Download แผนที่ ได้ที่เว็บไซต์

http://www.khunsathan.com

อำเภอนาน้อย

ศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวอำเภอนาน้อย โทร. 054 - 789119

อุทยานแห่งชาติขุนสถาน 054 - 701121 , 087 - 1739549

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน 054 - 701106

สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน 089 - 9653218

ที่พัก

  • บ้านสวนเสกฐวุฒิ                      089 - 635 5496
  • บ้านนาเจริญ                               054 - 789 378
  • สวนทิพย์        054 - 789 064, 083 - 566 4896
  • บ้านลอมกว้าว                              054 - 789 375
  • กวิสราเกสท์เฮ้า                         081 - 288 6272
  • บ้านรัชประภา                              054 - 789 414

ร้านอาหาร

  • สวนอาหารริมคลอง                     089 - 953 7775
  • ร้านอาหาร ชี เค                          081 - 765 7585
  • ครัวเสาดิน                                  085 - 040 1701
  • ร้านอาหารน้องต้าร์                       087 - 184 0262
  • ร้านอาหารครัวมิ๊กเซอร์( น้องแจน )   054 - 789 444, 089 - 835 2167 

ความเห็นที่: 5 ตอบโดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 14:32 น.

ยินดีต้อนรับเสมอๆ ครับคุณคล้าว

อุทยานแห่งชาติแม่จริม (Mae Jarim)

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติแม่จริม
35 หมู่ 5 บ้านห้วยทรายมูล ต.น้ำปาย อ. แม่จริม จ. น่าน 55170
โทรศัพท์ : 0 5473 0040-1

อุทยานแห่งชาติแม่จริมประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่นคือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ความเป็นมา : สืบเนื่องจากนายวิทยา หงษ์เวียงจันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่านได้ทำหนังสือเสนอส่วนอุทยานแห่งชาติว่า พื้นที่ป่าระหว่างอุทยานแห่งชาติดอยภูคาและอุทยานแห่งชาติศรีน่านมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่งสมควรที่จะได้มีการสำรวจเพื่อจัดตั้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ ส่วนอุทยานแห่งชาติเห็นชอบตามเสนอและรายงานตามลำดับถึงกรมป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ได้พิจารณาแล้วเพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สัตว์ป่า แหล่งต้นน้ำลำธารและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงได้ออกคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 1586/2537 ลงวันที่ 13 กันยายน 2537 ให้นายผดุง อยู่สมบูรณ์ นักวิชาการป่าไม้ 5 ส่วนอุทยานแห่งชาติ ทำหน้าที่หัวหน้าวนอุทยานพุม่วง จังหวัดสุพรรณบุรี และหัวหน้าวนอุทยานพระแท่นดงรัง จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะนั้นไปดำเนินการสำรวจจัดตั้งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้า-ป่าแม่จริม ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้า ป่าห้วยสาลี่ และพื้นที่ป่าใกล้เคียงในท้องที่อำเภอแม่จริม อำเภอเวียงสาและอำเภอใกล้เคียง จังหวัดน่าน เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยให้ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ แห่งนี้ด้วย

จากการสำรวจพบว่า สภาพป่าดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ตลอดจนมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดเหมาะสมที่จะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ และได้นำเสนอข้อมูลเบื้องต้นต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อคราวการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2538 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2538 ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้ลงมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามรายงานเป็นอุทยานแห่งชาติต่อไป อุทยานแห่งชาติแม่จริมจึงมีสถานภาพอยู่ในขั้นเตรียมการประกาศ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริมอยู่บริเวณริมลำน้ำว้า บ้านห้วยทรายมูล หมู่ที่ 5 ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน


กรมป่าไม้ได้มีหนังสือ ที่ กษ 0712.3/1469 ลงวันที่ 21 กันยายน 2543 ว่าได้ดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าน้ำว้าและป่าแม่จริม ป่าน้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ และป่าน้ำว้าและ ป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ตำบลน้ำพาง ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม และตำบลไหล่น่าน ตำบลส้านนาหนองใหม่ ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พร้อมจัดทำบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบการร่างพระราชกฤษฎีกาและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว และเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือ ที่ นร 0602/801 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ขอให้กรมป่าไม้จัดตั้งผู้แทนไปร่วมชี้แจงรายละเอียดในการตรวจร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินป่าดังกล่าว ในวันที่ 7 ธันวาคม 2543 และกรมป่าไม้ได้สั่งการให้ นายนฤมิต ประจิมทิศ เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 6 ส่วนอุทยานแห่งชาติ ไปร่วมชี้แจงรายละเอียดการประชุมเพื่อตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาฯ และที่ประชุมพิจารณาแล้วได้มอบหมายให้ ผู้แทนกรมป่าไม้รับไปแก้ไขรายละเอียดแผนที่ฯให้เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป

ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือ ที่ นร 0602/371 ลงวันที่ 11 เมษายน 2544 แจ้งว่า ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดป่าน้ำว้าและป่าแม่จริม ป่าน้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ และป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ตำบลน้ำพาง ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม และตำบลไหล่น่าน ตำบลส้านนาหนองใหม่ ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เสร็จแล้ว และขอให้กรมป่าไม้แจ้งยืนยันความเห็นชอบในร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมป่าไม้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ตามหนังสือ ที่ กษ 0712.3/11313 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544

ต่อมาปี 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าน้ำว้าและป่าแม่จริม ป่าน้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ และป่าน้ำว้า และป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ตำบลน้ำพาง ตำบลน้ำปาย อำเภอแม่จริม และตำบลไหล่น่าน ตำบลส้านนาหนองใหม่ ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 31 ก ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 106 ของประเทศ

ขนาดพื้นที่ 272070.16 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือฤดูร้อนซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ฝั่งทะเลอันดามัน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝนได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน เริ่มเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาวซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดพาเอาความหนาวเย็นจากแถบขั้วโลกเหนือมายังประเทศไทย เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2541 วัดที่สถานีอุตุนิยมวิทยา จังหวัดน่าน วัดได้ 1,206 มิลลิเมตรต่อปี เฉลี่ยสูงสุดในเดือนสิงหาคมวัดได้ 320 มิลลิเมตร และต่ำสุดในเดือนมกราคม วัดได้ 6 มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ พ.ศ. 2538 – 2541 วัดได้ 27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเดือนพฤษภาคม วัดได้ 30 องศาเซลเซียส และต่ำสุดเดือนมกราคม วัดได้ 22 องศาเซลเซียส

ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2541 วัดได้ 76 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณความชื้นสัมพัทธ์ เฉลี่ยสูง สุดในเดือนสิงหาคม 85 เปอร์เซ็นต์ และต่ำสุดในเดือนมีนาคม 63 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยรายปี 77 เปอร์เซ็นต์


พืชพันธุ์และสัตว์ป่า

สภาพป่าอุทยานแห่งชาติแม่จริมประกอบด้วย ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง สัตว์ป่าที่ เด่น ได้แก่ เสือ เลียงผา หมี และนกยูง
การเดินทาง
รถยนต์
สามารถเดินทางไปอุทยานแห่งชาติได้ 2 เส้นทาง คือ

เส้นทางแรก จากจังหวัดแพร่ ผ่านอำเภอเวียงสา ตามเส้นทางบ้านไหล่น่าน บ้านบุญเรือง บ้านนาสา เลี้ยวขวาตามถนนไปบ้านท่าข้าม บ้านปากุง บ้านห้วยสอน เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางไปอำเภอแม่จริมถึงบ้านห้วยทรายมูลและเลี้ยวขวาเข้าอุทยานแห่งชาติแม่จริม จากปากทางบ้านห้วยทรายมูล ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอำเภอเวียงสาถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริมประมาณ 31 กิโลเมตร

เส้นทางที่สอง จากจังหวัดน่าน ข้ามสะพานแม่น้ำน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1168 เลี้ยวซ้ายผ่านวัดพระธาตุแช่แห้งไปตามทางหลวงสายน่าน-แม่จริม ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร จากอำเภอแม่จริมไปตามทางหลวงหมายเลข 1243 (บ้านนาเซีย-บ้านน้ำมวน) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงบ้านห้วยทรายมูลเลี้ยวซ้ายเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม ระยะทาง 4 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดน่านถึงอุทยานแห่งชาติแม่จริม 57


ความเห็นที่: 6 ตอบโดย: mana เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 15:47 น.
อุทยานแห่งชาตินันทบุรี (Nantha Buri)
ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาตินันทบุรี
ตู้ ปณ. 3 อ. ท่าวังผา จ. น่าน 55140
โทรศัพท์ : 08 1706 8506, 08 1042 8893 (จนท.)

อุทยานแห่งชาตินันทบุรีมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน มีสภาพป่า ทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เนื้อที่ประมาณ 548 ,125 ไร่ หรือ 877 ตารางกิโลเมตร พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในอดีต เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) อย่างรุนแรง เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ดังปรากฏในสมรภูมิรบที่ลื่อลั่นในอดีตภายใต้ชื่อว่า “ยุทธภูมิที่ดอยผาจิ”

ป่าไม้และสัตว์ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าผืนนี้ จึงมีการเสนอให้มีการสำรวจและจัดตั้งเป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของอุทยานแห่งชาติ

กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 1657/2539 ลงวันที่ 5 กันยายน 2539 ให้นายจักรกฤษ เสรีนนท์ชัย เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ส่วนอุทยานแห่งชาติ ไปดำเนินการสำรวจข้อมูลรายละเอียดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว-น้ำสวด ป่าสงวนแห่งชาติป่าถ้ำผาตูบ และบริเวณพื้นที่ป่าใกล้เคียง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาว-น้ำสวด ในท้องที่ตำบลตาลชุม ตำบลศรีภูมิ ตำบลแสนทอง ตำบลผาทอง ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา ตำบลบ่อ ตำบลเรือง ตำบลสะเนียน ตำบลสวก ตำบลถืมตอง ตำบลไชยสถาน ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง และตำบลบ้านพี้ ตำบลป่าคาหลวง ตำบลบ้านฟ้า ตำบลสวด อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน มีศักยภาพที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ 548,125 ไร่ พื้นที่ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มีความหลากหลาย ทางชีวภาพ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง ปัจจุบันอุทยานแห่งชาตินันทบุรีกำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการดำเนินการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

ขนาดพื้นที่ 453720.19 ไร่
ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาตินันทบุรีมีอาณาเขตทิศเหนือจดเขตอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และเขตอำเภอปง จังหวัดพะเยา ทิศใต้จดเขตอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ทิศตะวันออกจดทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1080 ( น่าน-ทุ่งช้าง) ทิศตะวันตกจดเขตอำเภอเชียงม่วง จังหวัดพะเยา เขตพื้นที่สำรวจจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ดอยภูนาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง จังหวัดพะเยา ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนวางตัวในแนวเหนือใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน จนไปจดประเทศลาว ระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 300-1,674 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความลาดชันของพื้นที่โดยเฉลี่ยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ “ยอดดอยวาว” ความสูง 1,674 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะของหิน ส่วนใหญ่เป็นหินที่เกิดในมหายุค Mesozoic Paleozoic และ Neozoic ซึ่งส่วนใหญ่คือ หินตะกอน มีอายุอยู่ในหลายช่วงอายุด้วยกัน นอกจากนี้เป็นหินภูเขาไฟ และหินก่อนหินภูเขาไฟบ้างประปรายกระจายในพื้นที่ เป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยหลายสายซึ่งเป็นลำห้วยที่คอยหล่อเลี้ยงลำน้ำน่านและลำน้ำยม ได้แก่ ลำน้ำสมุน ลำน้ำสะเนียน ลำน้ำวาว ลำน้ำยาว ลำน้ำพี้ ลำน้ำตึม ลำน้ำสีพัน ลำน้ำไสล ลำน้ำระพี และลำน้ำคาง เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงฤดูฝนและมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม และฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีต่ำสุดประมาณ 8 องศาเซสเซียล สูงสุดประมาณ 41 องศาเซสเซียล ประมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,198 มิลลิเมตร

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
ลักษณะทั่วไปของพื้นที่ปกคลุมด้วยป่าเบญจพรรณทางด้านตะวันตก และป่าดิบแล้งทางด้านตะวันตกและเหนือ มีป่าดิบเขาอยู่บ้างตามยอดเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตร นอกจากนั้นยังมีป่าเต็งรัง ป่าเขาหินปูน และทุ่งหญ้า ชนิดพันธุ์ไม้และพืชพื้นล่างที่พบในแต่ละชนิดป่าได้แก่ ป่าเบญจพรรณ เช่น สัก มะค่าโมง ซ้อ สมอพิเภก ตะเคียนหนู ไผ่ซาง ไผ่บง ไผ่ไร่ และไผ่ข้าวหลาม ป่าดิบแล้ง เช่น ยางแดง ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง คอแลน มะม่วงป่า เก็ดดำ จอแจ หมามุ่ย หวายขม และเครือออน ป่าดิบเขา เช่น ทะโล้ พญาไม้ กำลังเสือโคร่ง ก่อแดง กฤษณา กุหลาบขาว เมี่ยงหลวง โคลงเคลงขน กุหลาบหิน และกระชาย ป่าเต็งรัง เช่น เต็ง รัง เหียง พลวง ไผ่เพ็ก เป้ง เปราะป่า และส้มกั้ง บริเวณ ทุ่งหญ้า พบประดู่ สีเสียดเหนือ มะสัง หญ้าคา และหญ้าปากควาย ในบริเวณที่เป็น แหล่งน้ำ พบแพงพวยน้ำ สาหร่ายหางกระรอก หญ้าแห้วหมู จอกหูหนู และไข่น้ำ เป็นต้น

ชนิดของสัตว์ป่าที่พบในอุทยานแห่งชาตินันทบุรี ได้แก่ เก้ง หมาไม้ ลิงกัง ลิงวอก อีเห็นข้างหลาย อ้นเล็ก ลิ่น บ่าง กระต่ายป่า กระรอกปลายหางดำ ค้างคาวลูกหนูถ้ำ หนูผีนา เหยี่ยวนกเขาหงอน นกเปล้าหน้าเหลือง นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า นกปรอดเหลืองหัวจุก นกแซงแซวหงอนขน นกขุนทอง เต่าเหลือง เต่าปูลู ตะกวด แย้ งูหลาม งูสิง จิ้งเหลนหางยาว กิ้งก่าบินคอแดง ปาดแคระขาเขียว อึ่งปากขวด กบทูด เขียดจะนา คางคกหัวราบ ผีเสื้อสะพายฟ้า ผีเสื้อถุงทองป่าสูง และผีเสื้อหางตุ้มจุดชมพู เป็นต้น สำหรับในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำพบสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ได้แก่ ปลาซิวหนวดยาว ปลาตะเพียนขาว ปลาไหลนา ปลาดุกอุย ปลาหมอตาล หอยกาบน้ำจืด หอยขม หอยโข่ง และกุ้งฝอยใน เป็นต้น
การเดินทาง
รถยนต์
การเดินทางจากตัวเมืองน่าน ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1080 สายน่าน-ทุ่งช้าง ไปยังอำเภอท่าวังผาแล้วไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1148 สายท่าวังผา-สองแคว ประมาณ 1.5 กิโลเมตร แยกไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1082 สายนาหนุน-สบขุ่น ถึงหลักกิโลเมตรที่ 27 แยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ความเห็นที่: 7 ตอบโดย: กระต่ายป่าไทย เมื่อ: 24 มิ.ย. 2552 เวลา 18:36 น.
อ๋อ...กระต่ายป่าอยู่ที่ อช.นันทบุรีนี่เอง

ความเห็นที่: 8 ตอบโดย: mana เมื่อ: 25 มิ.ย. 2552 เวลา 09:34 น.
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน (Sri Nan)

ที่ตั้งและแผนที่
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ตู้ ปณ.14 อ. นาน้อย จ. น่าน 55150
โทรศัพท์ : 0 5470 1106 โทรสาร : 0 5470 1106

อุทยานแห่งชาติศรีน่านมีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่อำเภอนาหมื่น อำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวสองฟากฝั่งลำน้ำน่าน จนไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ สภาพป่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ เป็นป่าต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของประชาชนในจังหวัดน่าน มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญหลายอย่าง และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า มีจุดเด่นทางธรรมชาติ ที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามได้แก่ เสาดินและคอกเสือ ปากนาย แก่งหลวง จุดชมทิวทัศน์ดอยผาชู้ ทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน จุดชมวิวดอยเสมอดาวและผาหัวสิงห์ มีเนื้อที่ประมาณ 640,237.50 ไร่ หรือ 1,024.38 ตารางกิโลเมตร

ในปี 2535 ได้มีคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 475/2532 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2532 ให้นายสมบัติ เวียงคำ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ปฏิบัติงานประจำอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย ไปดำเนินการสำรวจเบื้องต้นป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ป่าสาลีก ป่าน้ำสา และป่าแม่สาครฝั่งซ้าย ป่าห้วยแม่ขะนิง และป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนบน ท้องที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 435 ตารางกิโลเมตร หรือ 271,875 ไร่ และได้มีคำสั่งที่ 1627/2532 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2532 ให้สำรวจพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และได้ใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติแห่งนี้ตามชื่อป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารและประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันว่า “อุทยานแห่งชาติแม่สาคร” และใช้อักษรย่อว่า ที่ กษ 0713 (มสค) /..ตามหนังสือกองอุทยานแห่งชาติ ที่ กษ 0713/674 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2533

กรมป่าไม้ได้มีคำสั่ง ที่ 1627/2532 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2532 ให้ นายสมบัติ เวียงคำ ไปสำรวจเพิ่มเติมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำสา-ป่าแม่สาครฝั่งซ้าย ป่าห้วยแม่ขนิงและป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนบน ท้องที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เพื่อประกาศกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามนัยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ต่อมาอุทยานแห่งชาติแม่สาครได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713(มสค)/33 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2534 ว่า เห็นสมควรได้สำรวจเพิ่มเติมจากพื้นที่เดิมคือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยงวงและป่าห้วยสาลี และป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ท้องที่อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713.2/1568 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2534 อนุมัติให้ทำการสำรวจเพิ่มเติมพื้นที่ป่าดังกล่าว พร้อมทั้งมีหนังสือจังหวัดน่าน ที่ นน 0009/5857 ลงวันที่ 19 เมษายน 2536 สนับสนุนให้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ ต่อมา นายผ่อง เล่งอี้ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้อนุมัติให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตามหนังสือส่วนอุทยานแห่งชาติ ที่ กษ 0712.03/47 ลงวันที่ 12 มกราคม 2537 เรื่อง การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ซึ่งพื้นที่ที่ทำการสำรวจเพิ่มมีเนื้อที่ประมาณ 934 ตารางกิโลเมตร หรือ 583,750 ไร่ โดยให้กันพื้นที่ที่ราษฎรที่ได้ยึดถือครอบครองเป็นหมู่บ้านใหญ่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เนื่องจากมีการสำรวจเพิ่มเติมและได้ย้ายที่ทำการอุทยานแห่งชาติใหม่ ทำให้เกิดความสับสนในการเรียกขานติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการอื่น จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตามหนังสือส่วนอุทยานแห่งชาติ ที่ กษ 0712.3/47 ลงวันที่ 12 มกราคม 2537

ต่อมาปี 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ และป่าห้วยงวงและป่าห้วยสาลี่ ในท้องที่ตำบลขึ่ง ตำบลส้าน ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา ตำบลศรีษะเกษ ตำบลเชียงของ ตำบลสถาน อำเภอนาน้อย และตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 25 ก ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 104 ของประเทศ

ขนาดพื้นที่ 639879.75 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน แนวเขาวางตัวในทิศเหนือ-ใต้เทือกเขาที่สำคัญคือ ดอยแปรเมือง ดอยขุนห้วยฮึก ขุนห้วยหญ้าไทร และดอยหลวง มียอดเขาขุนห้วยฮึก ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของพื้นที่สูงที่สุด มีความสูง 1,234 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำน่านทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ไหลจากทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ แหล่งน้ำที่พบเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ มีลำห้วยลำธารที่สำคัญคือ แม่น้ำขะนิง แม่น้ำสา นอกจากลำน้ำสองสายแล้วยังมีลำห้วยเล็กๆ อีกหลายสาย

ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศแบ่งออกเป็นสามฤดู คือ ฤดูร้อน อากาศจะร้อนพอประมาณ เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ฤดูฝน ฝนจะตกปานกลางถึงหนัก เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาว อากาศจะหนาวจัด เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ลักษณะท้องฟ้ามีเมฆมากในฤดูฝนช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน และมีเมฆน้อยมากในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 24 องศาเซลเซียส

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประเภทป่าแบ่งออก เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ป่าไม่ผลัดใบ ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา พันธุ์ไม้ที่พบคือ กระบาก ตะเคียน ยาง ประดู่ มะค่าโมง ยมหอม ตะแบก ชิงชัน เหียง พลวงตะเคียนหนู พวกไม้ก่อต่างๆ พลับพลา หมีเหม็น สนสองใบ สนสามใบ เป็นต้น ป่าผลัดใบ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่พบคือ สัก แดง ประดู่ ชิงชัน ขะเจ๊าะ สาธร มะค่าโมง ตะแบก ตีนนก โมกหลวง เต็ง รัง เหียง พลวง ตะคร้อ มะม่วงป่า กว้าว รกฟ้า มะกอก ไผ่ชนิดต่างๆ เป็นต้น


สัตว์ป่าที่พบส่วนใหญ่คือ กระทิง วัวแดง กวางป่า หมูป่า หมี เสือโคร่ง เสือดาว ชะนี ลิงลม หมาไน หมาจิ้งจอก กระจง อีเห็น เสือป่า กระต่ายป่า กระแต กระรอก หมาจิ้งจอก นกนานาชนิด ที่สำคัญ คือ นกยูงไทย สัตว์เลื้อยคลานชนิดต่างๆ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งจะพบตามแหล่งน้ำธรรมชาติ

การเดินทาง
รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ผ่านนครสวรรค์ พิษณุโลกถึงแพร่ จากแพร่ตามถนนยันตรกิจโกศล ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ไปถึงอำเภอเวียงสา เลี้ยวขวาไปตามถนนเจ้าฟ้า ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 จากอำเภอ เวียงสาไปอำเภอนาน้อย ระยะทางประมาณ 35 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตามถนนสายนาน้อย -ปางไฮ ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1083 ไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงเสาดิน และอีก 15 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ


ความเห็นที่: 9 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 07:56 น.

ไปเที่ยว อช.แม่จริม มาครับ เลยเอาข้อมูลมาฝากกันหน่อยจ้า เส้นทาง อ.ภูเพียง - อ.แม่จริม


ความเห็นที่: 10 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 07:59 น.

เราใช้เส้นทางจากจังหวัดน่าน ข้ามสะพานแม่น้ำน่านไปตามทางหลวงหมายเลข 1168 เลี้ยวซ้ายผ่านวัดพระธาตุแช่แห้งไปตามทางหลวงสายน่าน-แม่จริม ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร ถึงบ้านนาเซียแยกขวาไปตามเส้นทาง 1243


ความเห็นที่: 11 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:01 น.
จากอำเภอแม่จริมไปตามทางหลวงหมายเลข 1243 (บ้านนาเซีย-บ้านน้ำมวน) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร

ความเห็นที่: 12 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:02 น.
ถึงบ้านห้วยทรายมูลเลี้ยวซ้ายเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม ระยะทาง 4 กิโลเมตร  ตรงด่านตรวจของอุทยานมีศูนย์บริการนักทองเที่ยว

ความเห็นที่: 13 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:05 น.
จากด่านมาทางเข้าไปที่ทำการอุทยานด้านในอีกประมาณ 800 เมตร

ความเห็นที่: 14 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:09 น.
มีทางแยกขวาขึ้นเนินไปถึงโรงจอดรถด้านบน สามารถรองรับได้ 70 คน

ความเห็นที่: 15 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:12 น.

อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีบ้านพักรับรอง จำนวน 3 หลัง

1.บ้านชบาป่า 1 ห้องนอน, 1 ห้องโถง ,1 ห้องน้ำ

2.บ้านชบาป่า 2 ( รับรองแขกผู้ใหญ่ )

3.บ้านแก่งหลวง 2 ห้องน้ำ , 1 ห้องโถงใหญ่


ความเห็นที่: 16 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:15 น.
สโมสร ส่วนทำกิจกรรม อาหาร สันทนาการ รองรับได้ 30 คน

ความเห็นที่: 17 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:16 น.
อีกทั้งเป็นจุดชมวิวด้วยครับ

ความเห็นที่: 18 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:18 น.
มีทางลงข้างๆ สโมสรนักท่องเที่ยวลงไปยังหาดทรายด้านล่าง และสะพานที่จะข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำว้า

ความเห็นที่: 19 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:23 น.
ทางอุทยานมีบริการล่องแก่ง ระยะทาง 8 กม. จากอุทยานฯ ถึงบ้านหาดไร่ โดยคิดค่าใช้จ่าย นักท่องเที่ยว 8 คน 2,500 บาท/ลำ , 4 คน 1,500 บาท / ลำ ติดต่อโดยตรงที่อุทยานฯ

ความเห็นที่: 20 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:25 น.
มีสะพานแขวนข้ามไปยังอีกฝั่งลำน้ำว้า

ความเห็นที่: 21 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:26 น.
...

ความเห็นที่: 22 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:28 น.
อีกฝั่งของลำน้ำมีศาลาริมน้ำ 1 หลัง ใกล้จุดลงแพและลานกางเต้นท์ มีห้องน้ำ

ความเห็นที่: 23 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:29 น.
ศาลาริมน้ำ

ความเห็นที่: 24 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:30 น.
ลานกางเต้นท์รอบๆ ลานรอบกองไฟ

ความเห็นที่: 25 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:31 น.
...

ความเห็นที่: 26 ตอบโดย: mana เมื่อ: 6 ต.ค. 2552 เวลา 08:32 น.
...

ความเห็นที่: 27 ตอบโดย: บัวเตย เมื่อ: 30 ม.ค. 2553 เวลา 23:57 น.
ในชีวิตนี้ ถ้ายังมีแรง เคยฝันไว้ว่าจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติให้ครบทุกที่ แต่ตอนนี้แค่ที่เมืองน่านบ้านเกิดยังไปไม่ครบทุกซอกทุกมุมเลย 555555 คงต้องเริ่มเดินทางจากบ้านตัวเองนี่ก่อนแล้วแหละคะ

ความเห็นที่: 28 ตอบโดย: mana เมื่อ: 1 ก.พ. 2553 เวลา 09:42 น.

ถูกต้องแล้วล่ะครับน้องเตย ทุกวันนี้ยังเที่ยวไม่หมดจริงที่น่าน นาน ๆๆๆ


ความเห็นที่: 29 ตอบโดย: Guest_ยรรยง เมื่อ: 12 พ.ค. 2553 เวลา 15:01 น.
พักความวุ่นวายทางการเมืองไปเที่ยว จ.น่าน กันเถอะครับ พี่น้องเสื้องแดง เสื้อเหลื่อง เสื้อหลากสีทุกท่าน รับรองประทับใจ ผมไปมาแล้ว ประทับใจครับ วิวสวยมาก หนังหลายเรื่องของเมืองไทย ไปถ่ายทำกันที่นี่ทั้งนั้น

ความเห็นที่: 30 ตอบโดย: mana เมื่อ: 19 พ.ค. 2553 เวลา 15:48 น.
 ขอบคุรครับที่แนะนำมาเที่ยวน่านกัน ช่วงนี้ป่าเขาลำรห้วยหนอง คลองบึงก้ยังอยู่ในช่วงของการปิดหรืองดเที่ยวนะครับ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวครับ

ความเห็นที่: 39 ตอบโดย: ป้าวาว่า เมื่อ: 7 ม.ค. 2554 เวลา 17:11 น.

ชอบที่ขุนสถานไปมาเมื่อ7ปีก่อนสวยมากๆค่ะไปมา2รอบแล้วชอบวิวคค่ะ


ความเห็นที่: 32 ตอบโดย: mana เมื่อ: 8 ก.ย. 2553 เวลา 09:38 น.

ทางเข้า อช.ขุนสถาน ที่บ้านห้วยแก๊ต มาจากแพร่ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านห้วยแก๊ต ตำบลไผ่โทนอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวง 1216 ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนสถาน  ตั้งอยู่บนเนินขวามือเช่นกันครับ

อช.นันทบุรี ไปยังอำเภอท่าวังผาแล้วไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1148 สายท่าวังผา-สองแคว ประมาณ 1.5 กิโลเมตร บ้านนาหนุน แยกว้ายมือ ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1082 สายนาหนุน-สบขุ่น ถึงหลักกิโลเมตรที่ 27 แยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ( ทางลูกรังตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงที่ทำการ หน้าหนาวไม่ลำบากครับ หากฝนตกเป็นโคลนบ้างตามสภาพครับ )



ความเห็นที่: 31 ตอบโดย: Guest_xxxxxxxxxxxxxx เมื่อ: 7 ก.ย. 2553 เวลา 22:46 น.

สอบถามทางเข้าจุดกางเต๊นท์ของอช.ขุนสถานครับ ถ้ามาจากทาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ พอเลี้ยวขวาเข้าเส้น 1216 ทางเข้าอยู่ทางซ้ายหรือขวามือครับ เคยขับรถผ่านแล้วหาทางเข้าไม่เจอครับ เลยต้องเลยไปนอนที่ อช.ศรีน่านแทน ส่วน อช.นันทบุรี ก็เช่นกันครับ ปัจจุบันทางเข้าเป็นยังไงบ้างครับ เคยเกือบจะเข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ทางเป็นลูกรังเลยไม่กล้าขับเข้าไป ไม่ทราบว่ารถเก๋งเข้าได้หรือเปล่าครับ


ความเห็นที่: 33 ตอบโดย: pezard เมื่อ: 27 ก.ย. 2553 เวลา 18:36 น.

เดือนพฤศจิกาดอกไม้จะสวยเปล่า


ความเห็นที่: 35 ตอบโดย: Lek101 เมื่อ: 30 ก.ย. 2553 เวลา 18:02 น.

ขอยืนยันครับ


ความเห็นที่: 34 ตอบโดย: mana เมื่อ: 30 ก.ย. 2553 เวลา 16:30 น.
ดอกไม้ตามธรรมชาติสวยตามแบบฉบับ ดอกไม้ที่ปรุงแต่ง หรือ เพราะขึ้นมาเพื่อตกแต่งก็สวยมากมี แต่ยังไม่สู้เมืองแห่งดอกไม้ใหญ่ๆ นะครับ เพราที่น่านสวยแบบธรรมชาติจริงๆ ครับ

ความเห็นที่: 36 ตอบโดย: mana เมื่อ: 1 ต.ค. 2553 เวลา 11:03 น.

ร้านหญ้าคา ทางเข้า อช.แม่จริม

อาหารตามสั่ง โฮมสเตย์ ที่กางเต้นท์


ที่นี่กำลังปรับปรุงกระท่อมหลังเล็กๆ ให้เป็นโฮมสเตย์ให้เช่านอนคืนละ 200 / 2 ท่าน ให้เช่าที่กางเต้นท์ 50 / หลัง และสำหรับท่านที่นำเต้นท์มาเอง เจ้าของบอกว่าแล้วแต่จะบริจาคครับ


บรรยากาศในแบบเปิดมุมสู่ขุนเขาและไร่นา แต่ติดถนนสายหลักที่เข้าอุทยานครับ ติดต่อสอบถาม 089 - 5578227 คุณสมบัติ


ความเห็นที่: 37 ตอบโดย: hillman เมื่อ: 4 พ.ย. 2553 เวลา 23:40 น.

เพิ่งเข้าไปเที่ยวชมอช.ในน่านมาหมดแล้วครับ แต่นอนที่ภูคาที่เดียว ที่เหลือแค่เข้าไปเที่ยว

แต่บางที่ก็ไม่ได้เจาะลึกเท่าไหร่ครับ ช่วง 3 กม.ก่อนถึงนันทบุรีทางใช้ได้เลย ลื่นโคลนต้องระวังหน่อย

แต่พอเห็นวิวข้างบนแล้วคุ้มจริง ๆ ครับ ทางขึ้นขุนสถานทางก็สวยมากครับ ขึ้นทางนาน้อยลงมาทางแพร่ไปแม่ยม 

และทางจากบ่อเกลือมาภูฟ้ามาอ.สันติสุข ทางสวยจริง ๆ ครับ เหมือนถนนลอยฟ้าเลย


ความเห็นที่: 38 ตอบโดย: mana เมื่อ: 5 พ.ย. 2553 เวลา 09:23 น.

ครับปีนี้นอกจากไปๆ มาๆ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา และบ่อยๆ คือถ้ำสะเกิน ที่อื่นๆ ปีนี้ยังไม่ได้ไปอัพเดจข้อมูลใหม่เลยครับ ขอขอบคุณข้อมูลเส้นทางครับ


ความเห็นที่: 40 ตอบโดย: Guest_ถามหน่อยค้าบบบบ เมื่อ: 21 ม.ค. 2554 เวลา 01:40 น.

สอบถามหน่อยค้าบ

หากผมเดินทางไปเองอ่ะคับ กับรถทัวร์กรุงเทพ-น่าน

แล้วหากต้องการเดินทางต่อจากตัวเมืองน่าน ไปที่อช.ศรีน่าน จะเดินทางยังไงดีครับ

และกะว่าจะไปที่อช.ดอยภูคา ด้วยคับ

ไม่ทราบว่าจามีรถโดยสารประจำทางไปที่ต่างๆหรือป่าวคับ?....


ความเห็นที่: 41 ตอบโดย: mumwindy เมื่อ: 21 ม.ค. 2554 เวลา 12:36 น.
 ไปดอยภูคาก่อนก็แล้วกันนะคะ จะมีรถทัวร์น่านทุ่งช้าง แต่ก็ลงที่ปัวเลยค่ะ จะมีคิวรถสองแถวขึ้นไป อ.บ่อเกลือโดยจะผ่านที่ อช.ดอยภูคาก่อน คิวรถจะอยู่ใกล้ๆกับตลาดเช้านะคะ รถจะออกสามเวลาค่ะ 7.30 น 8.30 น 9.30 น ส่วนเวลา9.30ถ้าผู้โดยสารไม่เยอะก็จะเลสไปเป็นบ่ายสองโมงนะคะ  แล้วตอนกลับจากอช.ภูคาก็สามารถโบกรถได้เลยเพราะอช.อยู่ใกล้ๆกับเส้นทางที่รถผ่านสบายๆค่ะ กลับจากภูคาแล้วก็มาต่อรถเมล์สายน่านทุ่งช้างกลับถึงเมืองน่านได้เลยค่ะ รถมีทุกสองชั่วโมงค่ะ ส่วนรถที่จะไปอช.ศรีน่าน ก็จะอยู่แถวๆตลาดเช้าค่ะ ส่วนรถที่จะเข้าอช.คงต้องโบกแล้วล่ะค่ะ อย่าลืมเตรียมอาหารแห้งมาให้พร้อมนะคะเผื่อๆไว้ ขอให้มีความสุขในการเดินทางนะคะ

ความเห็นที่: 42 ตอบโดย: FODR_380 เมื่อ: 9 ก.ค. 2554 เวลา 22:00 น.
กำลังจะว่าแผน ไปน่านครับ ถ้ามีอะไรแนะนำ รบกวน PM แนะนำด้วย  (Honey Moon)

ความเห็นที่: 43 ตอบโดย: mana เมื่อ: 19 ก.ค. 2554 เวลา 11:21 น.
ได้เลยครับ ลองหาข้อมูลในกระทู้ต่างๆ ก่อนนะครับ ไม่เข้าใจหรืออยากรู้เรื่องใดถามมาได้ครับ

ความเห็นที่: 44 ตอบโดย: sadako เมื่อ: 8 ธ.ค. 2554 เวลา 18:02 น.
ขอบคุณนะค่ะ กำลังอยากเริ่มเที่ยวน่านมาพอดี และจะไปดูกระต่ายยยยยยยยยยยยค่ะ^^